วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ผลการศึกษาแท็บเลต : กระดานชนวนยุค2012


           สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มอบหมายให้ มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ(มศว.)โครงการนำร่อง การประยุกต์และบูรณาการคอมพิวเตอร์แท็บเลตเพื่อการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาตามแนวนโยบายรัฐบาลระยะที่ ๑ โดยศึกษากับนักเรียน ๒ ช่วงชั้น คือชั้น ป.๑ และ ป.๔ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ ใน ๕ โรงเรียนได้แก่ โรงเรียนราชวินิต (ฝ่ายประถม) กรุงเทพฯ โรงเรียนอนุบาลลำปาง จังหวัดลำปาง โรงเรียนอนุบาลพังงา จังหวัดพังงา โรงเรียนสนามบิน จังหวัดขอนแก่น และโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร ฝ่ายประถมศึกษา ใช้ระยะเวลาทดลองในชั้นเรียน ๖ ๗ สัปดาห์ ในช่วงต้นเดือนมกราคม มีนาคม ๒๕๕๕ โดยจำแนกผลการใช้แท็บเลตที่ส่งผลต่อผู้เรียน ครูประจำชั้น ครูผู้สอน ผู้ปกครอง/ชุมชน มีผลการศึกษาดังนี้
          ด้านผู้เรียน ส่งผลใน ๒ ส่วน คือ พฤติกรรมการเรียนรู้โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางนั้น ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการฝึกหัด และทำกิจกรรมที่หลากหลายจนพบความถนัดของตนเอง แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านประสบการณ์เรื่องเทคโนโลยี การฝึกคิดหลายวิธี และการสร้างสรรค์ ตลอดจนความสนใจใฝ่รู้

          นอกจากนี้ยังพบว่า เด็ก ป.๔ เรียนรู้ได้เร็วกว่า มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเด็ก ป.๑ ด้านการเรียนรู้ในห้องเรียน นักเรียนมีความสุข กระตือรือร้น และไม่พบปัญหาเด็กติดเกมส์ ส่วนด้านสุขภาพพบว่า สุขภาพตา นักเรียนปวดตา เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล แต่ยังไม่สรุปได้ว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการใช้แท็บเลต

          ด้านครู พบว่า พฤติกรรมการสอนต้องพึ่งความช่วยเหลือจากผู้ช่วยด้านเทคนิคระหว่างการสอนที่ใช้แท็บเลต เพราะหากครูไม่ชำนาญการใช้แท็บเลต การเรียนการสอนก็จะยุติ แล้วต้องกลับไปใช้หนังสือแทน ซึ่งทั้งครูและผู้บริหารมองว่าการให้นักเรียนเรียนรู้จากสื่อในแบบรายบุคคลพร้อมกันทั้งห้องทำได้ยากสำหรับการดูแล และควบคุมเวลา
          ส่วนทัศนคติของครูที่มีต่อแท็บเลตนั้น พบว่า แท็บแลตไม่ได้เป็นตัวแทนของครู แท็บแลต เป็นสื่อทันสมัยและช่วยแบ่งเบาภาระ ช่วยเปิดโลกให้กว้างขึ้น เป็นทางเลือกใหม่ และการเรียนรู้จากแอพพลิเคชั้นต่างๆ ช่วยให้นักเรียนฝึกทักษะแบบ Leanning by Doing อย่างแท้จริงและช่วยเด้กได้ฝึกประสบการณ์ทางภาษาอีกด้วย

          ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
                   ๑.ควรมีการจัดทำแผนแม่บทในการแจกแท็บแลต โดยให้มีผลถึงผู้บริหารสถานศึกษา ครูประจำชั้น ครูประจำกลุ่มสาระ และมีผลต่อนักเรียน เพื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนมีผลต่อผู้ปกครองด้วย
                   ๒.กรณีที่จะแจกแท็บแลตอย่างกว้างขวางต้องมีการพัฒนาเนื้อหาให้ครบด้วน และน่าสนใจ
                   ๓.จัดหาบุคลากรที่จะเข้ามาช่วยครูทางเทคนิค อย่างน้อยโรงเรียนละ ๑ คน
                   ๔.ถ้ามีงบประมาณจำกัด ควรแจกแท็บแลต ป.๔ ก่อน ป.๑
                   ๕.ถ้างบประมาณจำกัดไม่จำเป็นต้องแจกนักเรียนทุกคน โดยเปิดเป็นห้องเรียนแท็บแลต และจัดตารางเรียนให้นักเรียนได้หมุนเวียนกันมาใช้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณแล้วนำมาพัฒนาครู จ้างช่างเทคนิค และพัฒนาเนื้อหาต่าง ๆ ได้ รวมถึงสามารถกระจายโอกาสทางการศึกษาสู่โรงเรียนอื่น ๆ ได้อีกทางหนึ่ง

          ข้อเสนอแนะของครูและผู้บริหาร
๑.ไม่ควรให้นักเรียนนำแท็บแลตกลับบ้าน
๒.ควรอบรมครูอย่างต่อเนื่อง
๓.ไม่จำเป็นต้องแจกแท็บแลตให้กับนักเรียนทุกคนแต่อาจจะจัดอุปกรณ์ไอซีทีที่
จำเป็น สำหรับการสอน เช่น คอมพิวเตอร์ และจอโปรเจคเตอร์ โดยเสนอ One Tablet One Projector หรือ Smart Board ซึ่งจะช่วยในการประหยัดงบประมาณได้
          สิ่งที่ผู้ปกครองและชุมชนต้องการคือ
                   ๑.จัดให้มีการอบรมผู้ปกครอง เพื่อดูแลบุตรหลานในเรื่องของการใช้แท็บแลตอย่างมีจริยธรรมได้
๒.ไม่ควรให้นักเรียนนำแท็บแลตกลับบ้าน เพราะจะเกิดปัญหาการดูแลและความและความปลอดภัย
                   ๓.เตรียมความพร้อมเรื่องเครือข่าย WiFiในระดับชุมชน
          ผลการศึกษายังไม่สามารถชี้ชัดถึงผลกระทบในเชิงลบที่เกิดขึ้นชัดเจน เพราะระยะเวลาศึกษาไม่เพียงพอ ส่วนผลบวก ป.๔ มีความชัดเจนมากกว่า ป.๑ เพราะสามารถใช้ประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลได้คุ้มค่ากว่า และเรียนรู้ได้เร็วกว่าในเรื่องการจัดการ สร้างสรรค์ ประเมิน และบูรณาการ
            ผลการศึกษาของ มศว ที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น เป็นเพียงข้อมูลเพื่อประกอบการเตรียมการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนของโรงเรียนนั้นมีข้อเสนอแนะดังนี้
            ๑.ในการจัดชั้นเรียนโดยเฉพาะในชั้นที่กำหนดให้ใช้ แท็บเลต เพื่อเป็นสื่อในการเรียน ควรจัดครูที่มีวัยวุฒิที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมาในระดับป.๑นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นครูที่มีอายุมาก ควรปรับเปลี่ยนเป็นครูที่มีความสามารถด้าน ICT 
          ๒.ควรประชุมครู - ผู้ปกครองเพื่อสร้างความเข้าใจ ร่วมกัน
          ๓.ผู้บริหารควรเป็นหลัก ควรทำการศึกษาเรื่องของ แท็บเลต โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูน้อย
          ๔.การเรียนการสอนโดยใช้ แท็บเลต เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ครูประจำชั้นควรดูแลอย่างใกล้ชิด โรงเรียนควรมีแนวทางการใช้ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวควรมาจากการประชุมร่วมกับผู้ปกครอง
          ๕.ในระดับชั้น ป.๑ ทักษะการอ่านออก เขียนได้ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ควรฝึกเรื่องนี้ให้มาก เพราะเป็นเครื่องมือในการเรียนในอนาคต  
          แท็บเลตเพื่อการเรียนการสอน เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลที่เสนอต่อรัฐสภา การนำเสนอผลการศึกษาในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การนำข้อมูลที่ได้ไปหาแนวทางแก้ไขเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการก่อนที่ แท็บเลต จะถึงห้องเรียน...แต่ประเด็นการเรียนในขั้นพื้นฐานนั้น มุ่งเน้นให้นักเรียนอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น ไม่ใช่ copy ความคิด... แท็บเลตจึงเป็นเพียงเครื่องมือหรือสื่อการเรียนอย่างหนึ่งในการศึกษาเท่านั้น ครูยังมีบทบาทสำคัญในการเรียนการสอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม หรือเรื่องการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน ซึ่งถ้านักเรียนมาโรงเรียนแล้วยัง อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จะมีความหมายอะไร...กับคำว่า  มาเรียน

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พระธาตุอิงฮัง พระธาตุคู่สะหวันเขต

          
         สงกรานต์ ปี ๒๕๕๕ ได้มีโอกาสไปเที่ยวแขวงสะหวันเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การไปในครั้งนี้ ได้ไปข้ามที่จังหวัดมุกดาหารที่สะพานมิตรภาพ ไทย ลาว โดยมีบริษัททัวร์ รับนำเที่ยวจากฝั่งประเทศไทยบริการนำเที่ยวเป็นคณะโดยเป็นรถตู้ครั้งละ ๓,๕๐๐ บาท สถานที่ที่บริษัททัวร์จัด เป็นแบบไป กลับ สถานที่ที่จะพาไปหนึ่งในนั้นคือพระธาตุอิงฮัง
คำไหว้พระธาตุอิงฮัง
          พระธาตุอิงฮังเป็นพระธาตุที่สร้างพร้อม ๆ กับพระธาตุพนมของประเทศไทย ในตอนแรกไม่ทราบความเป็นมา แต่หลังจากที่ได้ไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดอิงฮังและได้สนทนากับท่านถึงได้รู้ ว่าเป็นพระธาตุคู่กับพระธาตุพนมของประเทศไทย ทั้งนี้ได้กลับมาศึกษาค้นคว้าประวัติของพระธาตุอิงฮัง จึงใคร่นำเสนอให้ท่านผู้สนใจทราบ
พุทธศาสนิกชนชาวลาวสรงน้ำพระ
          พระธาตุอิงฮัง หรือ ธาตุอิงฮัง ตามประวัติ การสร้างธาตุอิงฮัง สร้างในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร โดยพระเจ้าสุมินราช บ้างก็ว่าสร้างในสมัยพระเจ้าสุมิตราช(แต่คิดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์องค์เดียวกันทั้งนี้อาจเกิดความผิดพลาดในการนำเสนอ..ผู้เขียน) ประมาณ พ.ศ.๔๐๐ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม สูง ๒๕ เมตร คำว่า อิงฮังมาจากคำว่า พิงรังหรือพิงต้นรัง เมื่อค้นประวัติของพระธาตุพนมแล้วพบว่า มีส่วนสัมพันธ์กัน กล่าวคือ

          ตามตำนานพระธาตุพนมในอุรังคนิทานกล่าวว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอานนท์ได้เสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์เมือง รุกขนคร(นครพนม)และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้า หนึ่งคืน รุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตรบูร พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง แล้วกลับมาทำภัทกิจ(ฉันอาหาร)ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ
หนูมาสรงน้ำพระ
          ภูกำพร้าที่กล่าวถึงปัจจุบันก็คือที่ตั้งของพระธาตุพนม ตรงตำแหน่งที่ต้นรังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จพักรับบาตรที่เมืองศรีโคตรบูรนั้น ต่อมาได้มีการสร้างเป็นธาตุกู่ในสมัยพระเจ้าสุมิตราช ภายหลังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนกระดูกสันหลังมาประดิษฐานไว้ในกู่ธาตุหรือพระธาตุอิงฮังนั้นเอง
ด้านบนพระธาตุอิงฮังเหมือนพระธาตุพนมของไทย
          พระธาตุอิงฮัง อยู่ในเมืองคันทะบุลี แขวงสะหวันเขตพระธาตุองค์นี้ถือเป็นพระธาตุคู่แขวงสะหวันเขต โดยมีคำขวัญแขวงสะหวันเขต ปรากฏอยู่ในแถวที่ ๔ กล่าวว่า ปูชนียสถาน พระธาตุอิงฮังงามสง่า สะบายดี
คำขวัญแขวงสะหวันเขต

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

การประเมิน PISA : ตัวชี้วัดศักยภาพคนไทยในสายตานานาชาติ ?

       ด้วยในปี พ.ศ.๒๕๕๕ จะมีการประเมิน PISA ครั้งที่ ๕ ซึ่งการสอบ PISA นั้นจะมีผลต่อการลงทุนของประเทศ ทั้งนี้ สพฐ.กระตุ้นให้ครูปรับการสอนวิเคราะห์ ตั้งเป้าปี 2561 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ  
     การเตรียมการรับการประเมินในครั้งนี้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ประชุมชี้แจงผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนัก ถึงความสำคัญของการเข้าร่วมโครงการPISA ของประเทศไทย ว่า ประเทศไทย เข้าร่วมโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือPISA ตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งในกลุ่มอาเซียนมีประเทศที่เข้าร่วม 3 ประเทศคือ ไทย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ล่าสุดผลประเมิน PISA ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2552 พบว่านักเรียนไทย มีผลประเมินค่อนข้างต่ำ คะแนนไทยสูงกว่าอินโดนีเซีย เพียงประเทศเดียว และต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์ค่อนข้างมาก ขณะที่ค่าเฉลี่ยของนักเรียนไทย ก็ต่ำกว่านานาชาติ และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในการประเมินในครั้งที่ 5 นั้น PISA จะเริ่มเก็บข้อมูลในเดือน ส.ค.55 จะมีประเทศเวียดนาม และมาเลเซียเข้าร่วมด้วย ดังนั้นจากผลสอบที่ผ่านมาหากเรายังอยู่เท่าเดิมไม่พัฒนาขึ้น ต่างประเทศก็จะมองประเทศไทยไม่ดี
     "การที่ประเทศไทยมีผลคะแนน PISA ต่ำนั้น มีผลกระทบต่อการประเมินศักยภาพ และการลงทุนทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เพราะคะแนนจะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกที่มีการนำผล PISA ไปใช้ในการจัดลำดับการแข่งขันของประเทศ และใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาความน่าลงทุนด้วย และผลการประเมินPISA ที่ผ่านมา สะท้อนว่าคุณภาพหรือศักยภาพของคนไทย ยังต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเร่งพัฒนาครูให้เข้าใจข้อสอบตามแนวของ PISA และสามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการวัดผลประเมินผลได้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ว่าภายในปี 2561 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์(ผลทดสอบPISA) ต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ"  
     ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สพฐ.คงต้องกลับไปทบทวนว่ากระบวนการสอบ และกระตุ้นให้ครูฝึกตั้งคำถามปลายเปิด ที่ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหา และต่อไปมีแนวคิดว่าจะเอาข้อสอบ PISA ที่สามารถเปิดเผยได้ไปใส่ไว้เป็นแบบฝึกหัดให้ครูใช้สอนนักเรียนด้วย

     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ลงนามในประกาศ สพฐ.เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน สู่การยกระดับผลการประเมินนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) PISA เป็นโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทาง เศรษฐกิจ (Organisation  for  Economic  Cooperation  and  Development  หรือ  OECD)  ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี ค..1999 (PISA 2000) วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อต้องการหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาให้แก่ประเทศสมาชิกและประเทศร่วมโครงการ PISA ประเมินถึงศักยภาพในการใช้ความรู้ของนักเรียนวัยจบการศึกษาภาคบังคับ ครั้งนี้เป็นการประเมินผลครั้งที่ 5  ซึ่งจะมีการประเมินในเดือน ส.ค.นี้ โดย สพฐ.ได้เห็นความสำคัญและถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.จะต้องเห็นความสำคัญและรณรงค์ส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการสอบ PISA และเข้าสู่กระบวนการประเมินด้วยความมั่นใจ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
     1.โรงเรียนจัดช่วงเวลาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ส่งเสริมการอ่านเอาเรื่องจับใจความสำคัญ ตีความและคิดวิเคราะห์ ครอบคลุมภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
     2.ให้โรงเรียนจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้การสอบ PISA แก่นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.อย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกเวลาเรียน และรายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เป็นระยะ
     3.โรงเรียนต้องจัดให้มีการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ก่อนการสอบจริง แก่นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.
     4. สพม. และ สพป.ต้องติดตามให้ความช่วยเหลือส่งเสริม พัฒนาการเรียนรู้การสอบ PISA แก่โรงเรียนอย่างใกล้ชิดทุกสัปดาห์ และให้รายงานต่อ สพฐ.ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
     5.โรงเรียนในสังกัด สพม.และ สพป.ใดที่ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้การสอบ PISA มีผลการประเมินสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับกลาง จะถือว่าปฏิบัติงานประสบความสำเร็จ สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป
     สำหรับผลการการประเมินในปี ๒๕๕๒ ของ PISA เป็นการประเมินผลครั้งที่ ๔ จาก ๖๕ ประเทศ โดยประเมินใน ๓ ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

o        ผลการประเมินการอ่าน จีนมีคะแนนเฉลี่ยอันดับ ๑ ได้ ๕๕๖คะแนน รองลงมาคือ เกาหลีและฟินแลนด์ ส่วนฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มีคะแนนอยู่ในกลุ่มTop Ten นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ย ๔๒๑ อยู่ในตำแหน่งที่ ๔๗-๕๑ จาก ๖๕ ประเทศ และพบว่านักเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีทักษะการอ่านสูงกว่าทุกภาค โดยเฉพาะโรงเรียนสาธิต
o        สำหรับผลการประเมินคณิตศาสตร์ จีนมีคะแนนสูงสุด ๖๐๐ คะแนน รองลงมา คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ไทเป ส่วนฟินแลนด์ ญี่ปุ่น อยู่ในกลุ่มTop Ten นักเรียนไทยอยู่ในกลุ่ม ๔๘-๕๒ จาก ๖๕ ประเทศ มีคะแนน ๔๙๖ คะแนน นักเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเรียนรู้คณิตศาสตร์สูงกว่าภาคอื่นๆ โดยโรงเรียนสาธิตมีคะแนนเทียบเท่ามาตรฐานนานาชาติ
o        ส่วนผลการประเมินวิทยาศาสตร์ จีนมีคะแนนสูงสุด ๕๗๕ คะแนน รองลงมาคือ ฟินแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี นักเรียนไทยอยู่ในตำแหน่ง ๔๗-๔๙ จาก ๖๕ ประเทศ คะแนน ๔๒๕ คะแนน โรงเรียนสาธิตมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเทียบเท่ากับมาตรฐานนานาชาติ
              ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ที่ สสวท. ได้วิเคราะห์จากตัวแปรต่างๆ ได้แก่ การขาดแคลนครูที่มีคุณวุฒิ ไทยขาดแคลนครูเพิ่มทุกวิชา การกวดวิชานอกโรงเรียนได้ส่งผลทางลบต่อคุณภาพการเรียนรู้ ทำให้การคิดวิเคราะห์ของนักเรียน มีคะแนนลดลง และการใช้ ICT ที่ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ นักเรียนที่ใช้ ICT มากที่สุดไม่ได้มีคะแนนสูงอย่างที่คาดไว้ ส่วนตัวแปรที่ส่งผลทางบวกก็คือ โรงเรียนที่มีทรัพยากรที่มีคุณภาพ มีห้องวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด มีครูที่พร้อม มีผลต่อคะแนนสูงขึ้น รวมถึงโรงเรียนที่มีอำนาจอิสระด้านการเงิน บริหารจัดการ ทำให้นักเรียนมีคะแนนสูงขึ้น นอกจากนี้การสนับสนุนกลุ่มโรงเรียนที่อ่อน หรือกลุ่มโรงเรียนที่ค่อนข้างจะไปทางอ่อน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ การสนับสนุนทรัพยากรแก่นักเรียนทุกคน ที่เท่าเทียมกันก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

                                                                               

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย บ่งบอกรากเหง้าและตัวตนคนไทย

          ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นมรดกที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ และศีลธรรมอันดีของประชาชนที่มีการสั่งสม และสืบต่อตกทอดกันไปไม่ขาดตอน ธรรมเนียมประเพณีจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่สำคัญ ๓ ลักษณะคือ
          ความสัมพันธ์ระหว่างในครอบครัว เช่นการปฏิบัติตนระหว่าง พ่อ แม่ ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับชุมชน ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์เป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามอย่างชัดเจน มีการแสดงออกทางพิธีกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การบายศรีสู่ขวัญ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ เช่นการบูชาแม่โพสพ การแห่นางแมวขอฝน เป็นต้น
          สำหรับธรรมเนียมประเพณีสามารถเกิดและดับได้ เช่นเดียวกับสิ่งที่มีชีวิต เมื่อมีการขยายอำนาจ หรือการรุกรานทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยอาจเป็นลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง ดังนี้
                   ถ้าธรรมเนียมประเพณีของฝ่ายผู้ถูกรุกรานด้อยกว่าฝ่ายผู้รุกราน ธรรมเนียมประเพณีของฝ่ายผู้ถูกรุกรานดับสูญไป
ถ้าธรรมเนียมประเพณีของฝ่ายผู้ถูกรุกรานเท่าเทียมกันกับฝ่ายผู้รุกราน ธรรมเนียมประเพณีของทั้งสองฝ่ายจะผสมผสานกันเกิดเป็นธรรมเนียมประเพณีใหม่ขึ้นมา
                    ถ้าธรรมเนียมประเพณีของฝ่ายผู้ถูกรุกรานเหนือกว่าฝ่ายผู้รุกราน ก็จะสามารถครอบงำและเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมประเพณีของฝ่ายผู้รุกราน ให้กลายเป็นธรรมเนียมประเพณีฝ่ายผู้ถูกรุกราน
                   กล่าวได้ว่า ชนชาติใดไม่สนใจหรือเฉื่อยชาในการอนุรักษ์ส่งเสริม และพัฒนาธรรมเนียมประเพณีของตนให้เจริญงอกงามอยู่อย่างสม่ำเสมอ ชาตินั้น ย่อมถูกชาติอื่นรุกรานและครอบงำทางธรรมเนียมประเพณี และอาจส่งผลทำให้ธรรมเนียมประเพณีของชาติสูญหายไปเลยจากสังคม

                   ชาติไทยมีมรดกล้ำค่าทางธรรมเนียมประเพณีอันเป็นพื้นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความมีอารยะธรรมอยู่มากมายเช่น
ประเพณีธรรมเนียมของราชสำนัก สิบสองเดือน ประกอบด้วย
พระราชพิธีเดือนอ้าย ได้แก่ พระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้อง และพระราชกุศลเทศน์มหาชาติ
พระราชพิธีเดือนยี่ ได้แก่ พระราชพิธีตรียัมปวาย พระราชกุศลถวายผ้าจำพรรษา
พระราชพิธี เดือนสาม ได้แก่ พระราชกุศลมาฆบูชา และพระราชกุศลเลี้ยงพระตรุษจีน
 พระราชพิธีเดือนสี่ ได้แก่ พระราพิธีเกศากันต์ หรือการโกนจุก
พระราชพิธีเดือนห้า ได้แก่ การสังเวยเทวดา สมโภชเครื่องและเลี้ยงโต๊ะปีใหม่ และพระราชพิธีสงกรานต์
พระราชพิธีเดือนหก ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล
พระราชพิธีเดือนเจ็ด ได้แก่ พระราชกุศลสลากภัตร และพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา
พระราชพิธีเดือนแปด ได้แก่ พระราชพิธีเข้าพรรษา
พระราชพิธีเดือนเก้า ได้แก่ พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ และพระราชกุศลเสด็จถวายพุ่ม
พระราชพิธีเดือนสิบ ได้แก่ พระราชพิธีเข้าพรรษา
พระราชพิธีเดือนสิบเอ็ด ได้แก่ พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน
พระราชพิธีเดือนสิบสอง ได้แก่ พระราชพิธีจองเปรียง

                   สำหรับธรรมเนียมประเพณีราษฎร์ จะแตกต่างกันออกไปตามภาคต่าง ๆ เช่น
                   ภาคเหนือ มีประเพณีสิบสองเดือนคือ
                             เดือนเกี๋ยง(ประมาณเดือนตุลาคม) ได้แก่ การออกวัสสา หรือ วสา(พรรษา) การทานขันข้าว หรือการตานกั๊วะข้าว การตานผ้าวัสสาหรือวสา(พรรษา) การตักบาตรเทโว และ การตานกฐิน หรือการทอดกฐิน
                             เดือนยี่(ประมาณเดือนพฤศจิกายน) ได้แก่ การตั้งธรรมหลวง การลอยโขมด(ลอยกระทง) การทานโคม และการลอยโคม
                             เดือนสาม (ประมาณเดือนธันวาคม) ได้แก่ การเกี่ยวข้าวเอาเฟือง การสู่ขวัญข้าว และการเข้าโสสานกัมม์
                             เดือนสี่(ประมาณเดือนมกราคม) ได้แก่การตานข้าวใหม่หรือ การตานดอยข้าว การตานข้าวจี่ ข้าวหลาม
                             เดือนห้า (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์) ได้แก่พิธีปอยน้อยปรือ ปอยลูกแก้ว
                             เดือนหก (ประมาณเดือนมีนาคม) ได้แก่พิธีปอยหลวง และพิธีปอยลากปราสาท หรือปอยล้อ
                             เดือนเจ็ด(ประมาณเดือนเมษายน) ได้แก่สงกรานต์
                             เดือนแปด(ประมาณเดือนพฤษภาคม) ได้แก่นมัสการพระเจ้าตนหลวง การนมัสการพระธาตุและสรงน้ำพระธาตุ
                             เดือนเก้า(ประมาณเดือนมิถุนายน) ได้แก่ การฟ้อนผีมด ผีเม็ง การเลี้ยงผี และจิบอกไฟ
                             เดือนสิบ(ประมาณเดือนกรกฎาคม) ได้แก่ การเข้าวัสสาหรือวสา(พรรษา) การถวายผ้าวัสสิกพัตร การถวายเทียนพรรษาการแฮกนาและการบูชาปุมต้างนา
                             เดือนสิบเอ็ด(ประมาณเดือนสิงหาคม) ได้แก่ การฟังเทศน์ ฟังธรรม การสู่ขวัญควาย การเอามื้อปลูกนา
                             เดือนสิบสอง(ประมาณเดือนกันยายน)ได้แก่การทานสลาก หรือการตานก๋วยสลาก และจาคะข้าว
                   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฮีตสิบสอง คือ
                             เดือนอ้าย(เดือนเจียง) เป็นงาน บุญเข้ากรรม
                             เดือนยี่ เป็นงาน บุญคุณลาน
                             เดือนสาม เป็นงาน บุญข้าวจี่
                             เดือนสี่ เป็นงาน บุญพระเวส
                             เดือนห้า เป็นงาน บุญสรงน้ำ หรือ บุญสงกรานต์
                             เดือนหก เป็นงาน บุญบั้งไฟและงานวันวิสาขบูชา
                             เดือนเจ็ด เป็นงาน บุญซำฮะ
                             เดือนแปด เป็นงาน บุญเข้าพรรษา
                             เดือนเก้า เป็นงาน บุญข้าวประดับดิน
                             เดือนสิบ เป็นงาน บุญข้าวสาก
                             เดือนสิบเอ็ด เป็นงาน บุญออกพรรษา
                             เดือนสิบสอง เป็นงาน บุญกฐิน
                   ภาคใต้ มีธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญ เช่น การแห่ผ้าขึ้นธาตุ การชักพระ การทำบุญสารทเดือนสิบ และการให้ทานไฟ ส่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประเพณีที่สำคัญ เช่นประเพณีเข้าสุหนัต วันฮารีรายอ งานกินเหนียว การแห่หมากพลู เพื่อเป็นเกียรติ
                   ภาคกลาง มีธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญ เช่น การรับบัวบางพลี งานกำฟ้า การตักบาตรดอกไม้ การวิ่งควายและการตักบาตรเทโว
          ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การดำรงอยู่ของขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นคือประชาชน ถ้าเมืองใด ถิ่นใดให้ความสนใจ ความสนใจที่ว่านี้ก็คือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้อนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป "เป็นการบ่งบอกรากเหง้าตัวตน"ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ การสิ้นสลายของประเพณีก็จะไม่ปรากฏ แต่เมื่อใดที่ขาดความเอาใจใส่ ดัดแปลงจนไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเองก็ถือว่าเป็นการจบสิ้นในประเพณีนั้น...และสุดท้ายก็หาที่มาที่ไปของตัวเองไม่เจอ...

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

วัดเลียบ:วัดแห่งบูรพาจารย์


อุโบสถ
         วัดเลียบ เป็นวัดหนึ่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสายวิปัสสนาในประเทศไทย เพราะวัดนี้มีความเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๒ รูป ที่เป็นต้นธารแห่งสายพระกัมมัฏฐานคือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ  หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต
          ที่มาของชื่อวัด
          วัดเลียบ  ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี แต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์สายวิปัสสนา จากบันทึกของพระโพธิญาณมุนี(สุธีร์ ภทฺทิโย) เขียนว่าสร้างเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๙๑ ตรงกับ จ.ศ.๑๒๑๐ ร.ศ. ๖๗ ปีวอกสัมฤทธิศก ตรงกับปลายรัชกาลที่ ๓ (ไม่พบเอกสารที่เป็นเอกสารการขอตั้ง)
ภาพวาดในอุโบสถ
          ส่วนที่มาของชื่อวัดเลียบนั้น พระโพธิญาณมุนี ท่านสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดที่สร้างเลียบคูเมือง เพราะลักษณะของแนวแม่น้ำมูลซึ่งเป็นชั้นสูงแล้วจึงลาดต่ำลงมา ทางทิศเหนือเป็นแอ่ง อยู่ระหว่างแนวถนนศรีณรงค์ ในบริเวณที่เรียกว่า หลุบยางใหญ่มีหนองน้ำอยู่เรียกว่าหนองนกทา อีกทั้งยังมีชื่อของถนนเขื่อนธานีปรากฏอยู่ แต่มีบางท่านสันนิษฐานว่า ชื่อวัดนั้นน่าจะมาจากกิริยาอาการเดินไปตามริมขอบ ของหลวงปู่เสาร์
          สำนักสงฆ์แห่งนี้มีอายุได้ ๔๔ ปี มีเจ้าอาวาสปกครองมา ๑๐ รูป จนถึงยุคท่านพระอาจารย์ทิพย์เสนา ทิพฺพเสโน(แท่นทิพย์) ได้มรณภาพลง ก็ไม่มีพระสงฆ์รูปใดครองสำนักสงฆ์แห่งนี้ต่อปล่อยให้ทิ้งร้างเป็นเวลาเกือบปี
ภาพแข่งเรือในอุโบสถ
          สร้างวัดเลียบ
          หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้มาบุกเบิกเสริมสร้างวัดเลียบและเป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเส็ง เบญจศก จ.ศ.๑๒๕๔ (พ.ศ.๒๔๓๕) ตรงกับรัชกาลที่ ๕ โดยมีญาติโยม เช่น พระอุบลการประชานิจ(บุญชู พรหมวงศานนท์) พระสุรพลชยากร (อุ่น) ท้าวกรมช้างทองจัน และสังการีจารปัจฌา สังการีจารเกษ เข้ามาช่วยกันปฏิสังขรณ์วัด    
เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล 
          ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา
          หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในฐานะเจ้าอาวาสได้ขอพระราชทาน วิสุงคามสีมา โดนท้าวสิทธสาร และเพี้ยเมืองจัน ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นวิสุงคามสีมาตามพระราชโองการที่ ๘๗/๓๐๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม ร.ศ.๑๑๕ พุทธศักราช ๒๔๓๙ ตรงกับปีที่ ๒๙ ในรัชกาลที่ ๕ วัดเลียบได้มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาสิบต่อมา เป็นวัดฝ่ายธรรมยุต ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล จนตราบกระทั้งปัจจุน ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้คัดเลือกวัดเลียบเป็น อุทยานการศึกษาในวัด
เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 
ลำดับเจ้าอาวาส
เจ้าอาวาสครองวัดที่ผ่านมามีดังนี้
๑.พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) พ.ศ.๒๔๓๕ ๒๔๔๕
๒.พระมหาเสนา มหาเสโน พ.ศ.๒๔๔๕ ๒๔๕๒
๓. พระอาจารย์วิชิตอักษร คมฺภีโร (ขัมภรัตน์) พ.ศ.๒๔๕๒ ๒๔๘๒
๔.พระอาจารย์สนธิ์ สุวโจ พ.ศ.๒๔๘๒ ๒๔๙๘
๕.พระโพธิญาณมุณี (สุธีร์ ภทฺทิโย) พ.ศ.๒๔๙๘ ๒๕๓๑
๖.พระครูธรรมธรมาโนช โชติโก (ทรัพยานนท์) พ.ศ.๒๕๓๓ ๒๕๓๗
๗.กระอธิการไพโรจน์ อิทฺธุปาโท (สุรพัฒน์) พ.ศ.๒๕๓๙ ๒๕๔๑
 ๘.พระครูอุบลคณาภรณ์ (วีระชัย อริญฺขโย บุตราช) พ.ศ.๒๕๔๒ ปัจจุบัน
โอวาสธรรมจากหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
          ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่าที่ได้มีวาสนามาเกิดเป็นมนุษย์
          เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุนย์
ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรก จะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ
                   ขอให้ท่านพิจารณาดูเอา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมพระบรมศาสนาจารย์ แล้วใช้วิริยะความเพียรปฏิบัติอย่าท้อถอย
          โอวาสธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
                   สนิมมันเกิดในเนื้อเหล็ก กิเลสมันเกิดในดวงจิต ต้องประหารจิตให้เป็นธรรม
                   “ฝึกตนดีแล้ว จึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า
                   ผู้มีปัญญา ได้เห็นธรรม ซึ่งปัจจุบันควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนือง ๆ ควรรีบทำเสีย
เสาพระเจ้าอโศก
          ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุที่สำคัญภายในวัดเลียบ
                   ๑.อุโบสถ
                   ๒.เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
                   ๓.เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
                   ๔.หอไตรพิพิธภัณฑ์
                   ๕.เสาพระเจ้าอโศก 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา112?


      
        ประเด็นร้อนแรงที่มีกลุ่มนักวิชาการบางกลุ่ม พยายามที่จะให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เป็นมาตราเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้พบบทความที่น่าสนใจ จากผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย จึงอยากนำมาเสนอ ดังนี้      
       การยกเลิกมาตรา 112  มีผลทำให้ประมุขของรัฐซึ่งถูกจำกัดสิทธิที่จะคุ้มครองตนเองโดยฐานะของตนในทางพฤตินัยไม่ได้รับความคุ้มครองและเสียสิทธิที่จะปกป้องตนเองในทางนิตินัยไปพร้อมกันด้วย
         ผู้เขียนเป็นนักเรียนโรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย รุ่นแรก จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาและเป็นอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันยังคงทำงานด้านกฎหมายอยู่ ผู้เขียนเคยได้รับทุนฟูลไบรท์ไปศึกษาวิชากฎหมายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นประเทศประชาธิปไตยเต็มรูปแบบของโลก เนื่องจากขณะนี้มีปัญหาถกเถียงกันอยู่ว่าประเทศไทยควรจะมีกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ ? ซึ่งผู้เขียนขอแสดงความเห็นในด้านกฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณาของท่านทั้งหลายไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ประเทศไทยกำหนดห้ามหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และห้ามหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาไว้ในมาตรา 326 ความว่า

" มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี "

" มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ "

ข้อแตกต่างของความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กับบุคคลธรรมดาประการแรกก็คือ มาตรา 112 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งหมายความว่ารัฐเป็นผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ส่วนมาตรา 326 เป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัวซึ่งถ้าไม่มีผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐก็จะไม่ดำเนินคดีให้ เหตุที่บัญญัติไว้แตกต่างกันเช่นนี้เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่ประมุขของรัฐจะไปฟ้องร้องกล่าวโทษพลเมืองของตนเอง หากยกเลิกมาตรา 112 ก็เท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิประมุขแห่งรัฐไม่ให้สามารถคุ้มครองตนเองจากการถูกหมิ่นประมาทได้

ยิ่งกว่านั้นการ " หมิ่นประมาท " หมายความว่า ใส่ความโดยไม่เป็นความจริงในลักษณะที่ทำให้ผู้ได้ยินได้ฟังเกลียดชังผู้ถูกใส่ความซึ่งเป็นการกระทำอันชั่วร้ายผิดศีลธรรม การยกเลิกมาตรา 112 มีผลทำให้ประมุขของรัฐซึ่งถูกจำกัดสิทธิที่จะคุ้มครองตนเองโดยฐานะของตนในทางพฤตินัยไม่ได้รับความคุ้มครองและเสียสิทธิที่จะปกป้องตนเองในทางนิตินัยไปพร้อมกันด้วย

ข้อ 2.กฎหมายอาญาของไทยเป็นกฎหมายที่มีความเป็นสากล กล่าวคือ ให้ความคุ้มครองประมุขของรัฐต่างประเทศและผู้แทนของรัฐต่างประเทศด้วยดังจะเห็นได้จากมาตรา 133 และ มาตรา 134 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

" มาตรา 133 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ "

" มาตรา 134 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปีหรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ "

ถ้ายกเลิกมาตรา 112 ผลตามกฎหมายก็คือ ประเทศไทยให้ความคุ้มครองประมุขแห่งรัฐต่างประเทศแต่ไม่คุ้มครองประมุขของตนเองซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของอารยประเทศอย่างยิ่ง หากจะยกเลิกมาตรา 133 และมาตรา 134 ไปพร้อมกับมาตรา 112 ผลก็คือประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศป่าเถื่อนในสายตาสังคมโลกและไม่มีประเทศที่เจริญแล้วประเทศใดในโลกคบค้าสมาคมด้วย เพราะไม่ให้เกียรติแก่ประมุขของเขาซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดของประเทศเหล่านั้น

ข้อ 3. ในสังคมระหว่างประเทศมีหลักในการอยู่ร่วมกันข้อหนึ่งคือหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน ( Reciprocity ) กฎหมายของประเทศที่เจริญแล้วในโลกไม่ว่าจะมีประมุขเป็นพระมหากษัตริย์ หรือประธานาธิบดี หรือเรียกชื่ออื่นใดก็ตาม ย่อมถือว่าประมุขของประเทศใดเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของประเทศนั้น แต่ละประเทศจะให้ความคุ้มครองสูงสุดแก่ประมุขของตนและให้ความคุ้มครองแก่ประมุขของประเทศอื่น เพื่อประเทศอื่นจะได้ให้ความคุ้มครองแก่ประมุขของตนเองด้วยแล้ว ย่อมมีผลทำให้ประเทศไทยต่ำต้อยกว่าประเทศอื่นใดในสายตาชาวโลก

ข้อ 4. ประมุขของประเทศใดก็ตามย่อมถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของประเทศนั้นหากประมุขของประเทศใดไร้เกียรติพลเมืองของประเทศนั้นย่อมต่ำต้อยไร้ค่ากว่าพลเมืองของประเทศอื่นในโลก ถ้าคนไทยยังรักที่จะเป็นคนที่มีเกียรติก็จะต้องรักษาเกียรติยศแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศไว้สูงสุดจึงจะทำให้คนไทยมีเกียรติเหมือนพลเมืองชาติอื่นในโลก

ข้อ 5. ประมุขของแต่ละประเทศทั้งที่ได้รับการเลือกตั้งหรือโดยการแต่งตั้งล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกขึ้นเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ขวัญและกำลังใจของประเทศนั้นๆ ความภาคภูมิใจของพลเมืองในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นก็คือ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขได้รับการคัดเลือกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ( Supernatural ) ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการและประกอบคุณงามความดีมาก่อน สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติจึงคัดเลือกให้มาเป็นประมุข
การแก้ไขกฎหมายใดๆ โดยไม่ได้ศึกษาถึงผลกระทบทั้งภายในประเทศและในสังคมระหว่างประเทศ รวมทั้งโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรมอาจทำให้บรรลุเป้าหมายด้านผลประโยชน์ของบุคคลบางคนบางกลุ่มแต่ก่อให้เกิดความหายนะใหญ่หลวงแก่ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติ
ขวัญชัย รัตนไชย
7/12/2011

          ได้นำบทความพิเศษของหนังสือพิมพ์ แนวหน้า มานำเสนอท่ามกลางความพยายามของบางกลุ่มที่ต้องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทย ที่ยึดถือกันมายาวนานนั้น ก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะไปมองเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเราจะต้องมองไปถึงภูมิหลัง ว่าแต่ละประเทศมีวิวัฒนาการในการปกครองมาอย่างไร จะอ้่างเอาว่า ประเทศโน้น ประเทศนี้ เป็นต้นแบบในการปกครองประชาธิปไตย แล้วรากเหง้าของเขาเป็นอย่างไร รู้หรือไม่ มันจะกลายเป็นลัทธิเอาอย่าง ประวัติศาสตร์ของการสร้างชาติไทยที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำในการสร้างบ้านสร้างเมืองมาโดยตลอด ทรงเป็นผู้บัญชาการรบด้วยพระองค์เองในฐานะเป็นจอมทัพ โดยมีเหล่าทหารหาญทั้งหลายร่วมออกศึก เพืิ่อป้องกันประเทศอันเป็นที่รักยิ่ง ให้พ้นจากภัยรุกรานของศัตรู จากสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์
         ปัญหาการเมืองที่เกิดอยู่ในขณะนี้สิ่งที่ประชาชนต้องมองเป็นพิเศษคือ นักการเมือง(โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนที่เข้ามาเล่นการเมือง)ที่พยายามแย่งชิงการได้มาซึ่งอำนาจ และผลประโยชน์ มีความพยายามแยกประชาชนให้เป็นฝักเป็นฝ่าย สิ่งใดที่เห็นว่าขัดหรือแย้งต่อสิ่งที่ต้องการ ก็พยายามที่จะทำใหม่ เปลี่ยนแปลงให้เอื้อกับกลุ่มของตน โดยคือเอาว่า ผู้ชนะถือผู้เขียนกติกา แค่นี้….โดยไม่คำนึงถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้นต่อบ้านเกิด เมืองนอน และคำนึงถึงความเป็นมาในรากเหง้าของตนเอง

             ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่จะแก้ หรือยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประชาชนควรหันมาแก้ปัญหาที่ตัวนักการเมืองซึ่งพยายามที่จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองนี้ ปัญหาที่เกิดอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดเพราะ ตัวนักการเมือง บางส่วนที่ขาดสำนึกในบุญคุณแผ่นดินถิ่นเกิด ขาดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่องค์พระมหากษัตริย์มีต่อชาติบ้านเมือง มุ่งผลประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ ไม่เกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์...แต่อย่างใด
                                                                   อภิชาติ ศรีภาค์
                                                                       10/02/2012