แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การศึกษาโดยประชาชน... เพื่อประชาชน(พูดให้คิด)

                
                 เริ่มต้นปีการศึกษา ๒๕๕๕ สิ่งที่เป็นภาระสำหรับผู้ปกครองมากในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ คือ การซื้อเครื่องแบบนักเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียนของลูกหลาน หนังสือเรียนนั้นแม้จะมีนโยบายเรียนฟรี มีการจัดซื้อหนังสือเรียนในสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนได้ยืมเรียนเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองไปได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ทั้งหมด หนังสือเรียนนักเรียนไม่ได้ซื้อก็จริง แต่สิ่งที่มาประกอบในการเรียนอย่างอื่น เช่น แบบฝึกหัดในแต่ละสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดขึ้นมาใช้ บางสถานศึกษาก็มีค่าจ้างครูต่างชาติมาสอน ฯลฯ  เหล่านี้ล้วนเป็นภาระของผู้ปกครองทั้งสิ้น

                   สถานศึกษาหลายแห่งกำหนดให้นักเรียนต้องซื้อแบบฝึกหัดที่มีเนื้อหาและแบบฝึกในตัว แต่ละสาระการเรียนรู้ ควบคู่กับหนังสือเรียน สิ่งที่สถานศึกษาต้องพิจารณามากเป็นพิเศษก็คือ ความเหมาะสม ไม่ใช่เพื่อความสะดวกของคุณครูในการจัดการเรียนการสอน แต่ผลกระทบมันมีมากมาย ผลกระทบสำหรับผู้ปกครองคือ ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งฐานรายได้ของผู้ปกครองแต่ละครอบครัวแตกต่างกันผลกระทบก็แตกต่างกัน ผลกระทบสำหรับนักเรียนคือ ต้องมีกระเป๋าที่ใหญ่ขึ้นหนักขึ้น แต่ละวันสะพายกระเป๋าไปโรงเรียนจนหลังแอ่น  ผลกระทบกับโรงเรียนคือ เนื้อหาสาระของหนังสือที่เลือกให้นักเรียนซื้อหรือเลือกเรียนหรือประกอบการเรียน ตรงกับหลักสูตรสถานศึกษาหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการเรียนการสอน การสอบ และการจบช่วงชั้นของนักเรียน

                   การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนนั้น อยากให้คุณครูได้ชำเลืองดูหลักสูตรของสถานศึกษาให้มาก ๆ ดูว่าสถานศึกษาของเราได้กำหนดหน่วยการเรียนรู้แต่ละสาระการเรียนรู้ไว้อย่างไร ประเด็นที่พบคือ การสอนที่ยึดแบบเรียนสำเร็จรูปที่โรงเรียนกำหนดให้ซื้อมากกว่าหนังสือเรียนที่แจก การเรียนการสอนจบเมื่อปลายปี แต่เป็นการจบตามแบบเรียนสำเร็จรูปไม่ใด้จบตามหลักสูตรของสถานศึกษา สุดท้ายก็มีผลต่อการสอบ ในระดับชาติอย่างเช่น O – Net หรือ หรือการประเมิน PISA ซึ่งเรื่องนี้ จะทิ้งปัญหาเรื่องนี้ไปให้ฝ่ายวิชาการก็ไม่ได้ ผู้บริหารและคุณครูทุกคนรวมทั้งคณะกรรมการสถานศึกษา ต้องรับทราบปัญหา และหาทางแก้ไขร่วมกัน

                   สำหรับในการสอบ O – Net โรงเรียนทุกแห่งคงทราบผลไปแล้ว ในภาพรวมผลการสอบเฉลี่ยแล้วสูงขึ้น มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ยากฝากโรงเรียนก็คือ เราจะนำผลการสอบที่ทราบแล้วนี้ไปยกระดับผลสัมฤทธิ์ในโรงเรียนให้สูงขึ้นได้อย่างไร อยากให้โรงเรียนนำผลการสอบมาพิจารณาร่วมกันว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่สถานศึกษาของเรา นักเรียนของเรายังต่ำ ยังบกพร่อง การเรียนการสอนยังไม่ครอบคลุม มาปรับปรุงในเรื่องการเรียนการสอนของครู แนวทาง หรือวิธีการที่ใช้สอนในปีที่ผ่านมามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไร จะปรับปรุงตรงไหน ปรับปรุงอย่างไร แล้วบันทึกหลังสอนที่บันทึกไว้ในบันทึกการสอน ปีนี้ควรเอามาพิจารณาปรับให้ตรงกับประเด็นที่ต้องแก้ไข
                   ในส่วนของการนำผลการสอบเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน(สพฐ.) นั้น ทางสพฐ.ต้องการใช้ผลการสอบโอเน็ตมาประกอบการจบช่วงชั้นในปีการศึกษา ๒๕๕๕โดยสพฐ.เสนอแนวทางในการนำผลการสอบ O – Net มาใช้ดังนี้
                   ๑.ให้ O – Net เป็นอีกหนึ่งเกณฑ์ในการจบการศึกษาตามเกณฑ์ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)ในระดับพอใช้ หรือร้อยละ ๒๐ ขึ้นไป
                   ๒.ใช้คะแนน O – Net เป็นส่วนหนึ่งในการจบตามหลักสูตร ในอัตราผลการเรียนระหว่างเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรหรือจีพีเอเอ็กซ์ ต่อผลคะแนน O – Net เช่น ๘๐ : ๒๐ นอกจากนี้จะนำผล O – Net เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ การประเมินผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารและการขอวิทยฐานะของครู ซึ่งเชื่อว่าจะเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณภาพและส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จ

                   สำหรับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เห็นชอบในแนวทางที่ ๒ ที่ สพฐ.เสนอ โดยมีมติเห็นชอบเสนอสัดส่วนการนำ O – Net มาใช้ดังนี้ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ เริ่มจาก ๘๐:๒๐ ปีการศึกษา๒๕๕๖ เพิ่มเป็น ๗๐:๓๐ ปีการศึกษา ๒๕๕๗ เป็น ๖๐:๔๐ และปีการศึกษา ๒๕๕๘ เป็น ๕๐:๕๐ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการถ่วงดุลและเทียบเคียงคุณภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การประเมินผลการเรียนรู้ในระดับสถานศึกษา ไม่มีมาตรฐานโดยจะสอบใน ๕ วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา

                   ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะที่จะนำผลการสอบ O – Net มาใช้ ซึ่งสถานศึกษาควรมีการทบทวนปรับปรุงการสอนให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากให้คิดนอกกรอบแล้ว เห็นว่า การศึกษาไม่ควรมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรแยกการศึกษาออกจากการเมือง ควรมีองค์กรที่เป็นอิสระนอกเหนือการเมือง มีอิสระในการจัดการศึกษากำหนดเป้าหมายการศึกษาของประเทศกำหนดทิศทางการศึกษาของไทย  เพราะที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนรัฐมนตรีมากไป เฉลี่ยแล้ว ปีละ ๒ ท่าน แต่ละท่านเข้ามา นโยบาย(ส่วนตัว)ก็แตกต่างกัน ความต่อเนื่องเรื่องนโยบายไม่มี แม้ท่านที่เป็นรัฐมนตรีจะมาจากผู้นำคนเดียวกันก็ตาม...ในทางตรงกันข้ามการจัดการศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกัน  ประเทศเพื่อนบ้านทั้งแซงทั้งไล่หลังมาติด ๆ เหตุเพราะว่าการเมืองไทยไม่นิ่งเพราะมัวแต่แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ถ้ามีหน่วยงานหรือองค์กรอิสระที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองมาดูแลการจัดการศึกษา การศึกษาจะมีเสถียรภาพมากกว่านี้ เด็กไทยเก่งไม่ด้อยกว่าเด็กต่างชาติ ถ้าบริบทเกื้อหนุน  ถ้าจัดตั้งหน่วยงานอิสระดูแลเรื่องการศึกษา มีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเข้ามาบริหารจัดการ โดยผู้ที่อยู่ในองค์กรนี้จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง ทั้งในปัจจุบัน ก่อน และหลัง... ในส่วนภาครัฐซึ่งมาจากการเมืองก็เพียงแต่มีหน้าที่ในการจัดสรรงบประมาณให้และช่วยกำกับให้เป็นไปตามทิศทางที่หน่วยงานกลางที่จัดการศึกษากำหนด คิดว่า น่าจะเอาอยู่ สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำอยู่ในขณะนี้ หรือเราคิดไปเองว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ...เรื่องนี้ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ขอตอบว่าได้แน่นอน ถ้าประชาชนต้องการให้เป็น "การศึกษาโดยประชาชน เพื่อประชาชน" ทุกอย่างเป็นไปได้...สุดท้ายก็ขอให้คุณครูทุกท่านมีความสุขกับการทำงาน การทำงานเพื่อยกระดับชีวิตของนักเรียน(ประชาชน)ให้สูงขึ้น ด้วยการศึกษา.... นำการเมือง... ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

การประเมิน PISA : ตัวชี้วัดศักยภาพคนไทยในสายตานานาชาติ ?

       ด้วยในปี พ.ศ.๒๕๕๕ จะมีการประเมิน PISA ครั้งที่ ๕ ซึ่งการสอบ PISA นั้นจะมีผลต่อการลงทุนของประเทศ ทั้งนี้ สพฐ.กระตุ้นให้ครูปรับการสอนวิเคราะห์ ตั้งเป้าปี 2561 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ  
     การเตรียมการรับการประเมินในครั้งนี้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ประชุมชี้แจงผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนัก ถึงความสำคัญของการเข้าร่วมโครงการPISA ของประเทศไทย ว่า ประเทศไทย เข้าร่วมโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือPISA ตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งในกลุ่มอาเซียนมีประเทศที่เข้าร่วม 3 ประเทศคือ ไทย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ล่าสุดผลประเมิน PISA ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2552 พบว่านักเรียนไทย มีผลประเมินค่อนข้างต่ำ คะแนนไทยสูงกว่าอินโดนีเซีย เพียงประเทศเดียว และต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์ค่อนข้างมาก ขณะที่ค่าเฉลี่ยของนักเรียนไทย ก็ต่ำกว่านานาชาติ และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในการประเมินในครั้งที่ 5 นั้น PISA จะเริ่มเก็บข้อมูลในเดือน ส.ค.55 จะมีประเทศเวียดนาม และมาเลเซียเข้าร่วมด้วย ดังนั้นจากผลสอบที่ผ่านมาหากเรายังอยู่เท่าเดิมไม่พัฒนาขึ้น ต่างประเทศก็จะมองประเทศไทยไม่ดี
     "การที่ประเทศไทยมีผลคะแนน PISA ต่ำนั้น มีผลกระทบต่อการประเมินศักยภาพ และการลงทุนทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เพราะคะแนนจะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกที่มีการนำผล PISA ไปใช้ในการจัดลำดับการแข่งขันของประเทศ และใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาความน่าลงทุนด้วย และผลการประเมินPISA ที่ผ่านมา สะท้อนว่าคุณภาพหรือศักยภาพของคนไทย ยังต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเร่งพัฒนาครูให้เข้าใจข้อสอบตามแนวของ PISA และสามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการวัดผลประเมินผลได้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ว่าภายในปี 2561 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์(ผลทดสอบPISA) ต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ"  
     ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สพฐ.คงต้องกลับไปทบทวนว่ากระบวนการสอบ และกระตุ้นให้ครูฝึกตั้งคำถามปลายเปิด ที่ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหา และต่อไปมีแนวคิดว่าจะเอาข้อสอบ PISA ที่สามารถเปิดเผยได้ไปใส่ไว้เป็นแบบฝึกหัดให้ครูใช้สอนนักเรียนด้วย

     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ลงนามในประกาศ สพฐ.เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน สู่การยกระดับผลการประเมินนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) PISA เป็นโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทาง เศรษฐกิจ (Organisation  for  Economic  Cooperation  and  Development  หรือ  OECD)  ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี ค..1999 (PISA 2000) วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อต้องการหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาให้แก่ประเทศสมาชิกและประเทศร่วมโครงการ PISA ประเมินถึงศักยภาพในการใช้ความรู้ของนักเรียนวัยจบการศึกษาภาคบังคับ ครั้งนี้เป็นการประเมินผลครั้งที่ 5  ซึ่งจะมีการประเมินในเดือน ส.ค.นี้ โดย สพฐ.ได้เห็นความสำคัญและถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่โรงเรียนในสังกัด สพฐ.จะต้องเห็นความสำคัญและรณรงค์ส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการสอบ PISA และเข้าสู่กระบวนการประเมินด้วยความมั่นใจ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
     1.โรงเรียนจัดช่วงเวลาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ส่งเสริมการอ่านเอาเรื่องจับใจความสำคัญ ตีความและคิดวิเคราะห์ ครอบคลุมภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
     2.ให้โรงเรียนจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้การสอบ PISA แก่นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.อย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกเวลาเรียน และรายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เป็นระยะ
     3.โรงเรียนต้องจัดให้มีการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ก่อนการสอบจริง แก่นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.
     4. สพม. และ สพป.ต้องติดตามให้ความช่วยเหลือส่งเสริม พัฒนาการเรียนรู้การสอบ PISA แก่โรงเรียนอย่างใกล้ชิดทุกสัปดาห์ และให้รายงานต่อ สพฐ.ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
     5.โรงเรียนในสังกัด สพม.และ สพป.ใดที่ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้การสอบ PISA มีผลการประเมินสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับกลาง จะถือว่าปฏิบัติงานประสบความสำเร็จ สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป
     สำหรับผลการการประเมินในปี ๒๕๕๒ ของ PISA เป็นการประเมินผลครั้งที่ ๔ จาก ๖๕ ประเทศ โดยประเมินใน ๓ ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

o        ผลการประเมินการอ่าน จีนมีคะแนนเฉลี่ยอันดับ ๑ ได้ ๕๕๖คะแนน รองลงมาคือ เกาหลีและฟินแลนด์ ส่วนฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มีคะแนนอยู่ในกลุ่มTop Ten นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ย ๔๒๑ อยู่ในตำแหน่งที่ ๔๗-๕๑ จาก ๖๕ ประเทศ และพบว่านักเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีทักษะการอ่านสูงกว่าทุกภาค โดยเฉพาะโรงเรียนสาธิต
o        สำหรับผลการประเมินคณิตศาสตร์ จีนมีคะแนนสูงสุด ๖๐๐ คะแนน รองลงมา คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ไทเป ส่วนฟินแลนด์ ญี่ปุ่น อยู่ในกลุ่มTop Ten นักเรียนไทยอยู่ในกลุ่ม ๔๘-๕๒ จาก ๖๕ ประเทศ มีคะแนน ๔๙๖ คะแนน นักเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเรียนรู้คณิตศาสตร์สูงกว่าภาคอื่นๆ โดยโรงเรียนสาธิตมีคะแนนเทียบเท่ามาตรฐานนานาชาติ
o        ส่วนผลการประเมินวิทยาศาสตร์ จีนมีคะแนนสูงสุด ๕๗๕ คะแนน รองลงมาคือ ฟินแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี นักเรียนไทยอยู่ในตำแหน่ง ๔๗-๔๙ จาก ๖๕ ประเทศ คะแนน ๔๒๕ คะแนน โรงเรียนสาธิตมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเทียบเท่ากับมาตรฐานนานาชาติ
              ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ที่ สสวท. ได้วิเคราะห์จากตัวแปรต่างๆ ได้แก่ การขาดแคลนครูที่มีคุณวุฒิ ไทยขาดแคลนครูเพิ่มทุกวิชา การกวดวิชานอกโรงเรียนได้ส่งผลทางลบต่อคุณภาพการเรียนรู้ ทำให้การคิดวิเคราะห์ของนักเรียน มีคะแนนลดลง และการใช้ ICT ที่ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ นักเรียนที่ใช้ ICT มากที่สุดไม่ได้มีคะแนนสูงอย่างที่คาดไว้ ส่วนตัวแปรที่ส่งผลทางบวกก็คือ โรงเรียนที่มีทรัพยากรที่มีคุณภาพ มีห้องวิทยาศาสตร์ ห้องสมุด มีครูที่พร้อม มีผลต่อคะแนนสูงขึ้น รวมถึงโรงเรียนที่มีอำนาจอิสระด้านการเงิน บริหารจัดการ ทำให้นักเรียนมีคะแนนสูงขึ้น นอกจากนี้การสนับสนุนกลุ่มโรงเรียนที่อ่อน หรือกลุ่มโรงเรียนที่ค่อนข้างจะไปทางอ่อน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ การสนับสนุนทรัพยากรแก่นักเรียนทุกคน ที่เท่าเทียมกันก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

                                                                               

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ



                        การสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นแนวคิดที่มุ่งให้ผู้เรียนได้มีบทบาท มีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้โดยการลงมือกระทำ ปฏิบัติ แก้ปัญหา หรือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองโดยยึดความสนใจ ความสามารถ ของผู้เรียนเป็นสำคัญ และสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง และนำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ได้ ตลอดจนเน้น กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เรียน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเรียนอย่างมีความสุข และผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มีอารมณ์แจ่มใสขณะที่ร่วมกิจกรรม
          จุดมุ่งหมายของการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                   ๑.ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากขึ้น
                   ๒.ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถต่าง ๆ ตามความสามารถของตน
                   ๓.ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือกระทำ ปฏิบัติหรือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
                   ๔.ผู้เรียนได้เรียนตามความสนใจความสามารถของตนเอง
                   ๕.ผู้เรียนได้เชื่อมโยงการเรียนรู้กับสภาพชีวิตประจำวัน
                   ๖.ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้กับเพื่อน ๆ

                   สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดกรอบแนวทางในการติดตามและประเมินผล การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ดังนี้
                   ๑ แผนการสอน
                             ๑.มีคำอธิบายคุณภาพเป็นลักษณะการแสดงออกเป็นระดับคุณภาพชัดเจน
                             ๒.มีการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้นำสู่คุณภาพได้จริง
                             ๓.มีกิจกรรมที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน
                             ๔.มีคำถามที่ให้เกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายได้จริง เน้นการคิดและสร้างองค์ความรู้
                             ๕.มีวิธีการประเมินผลตามระดับคุณภาพตามสภาพจริง
                             ๖.มีการวิจัยค้นคว้าเพื่อเพิ่มคุณภาพของแผนงานอย่างต่อเนื่อง
                   ๒.การปฏิบัติการสอน
                             ๑.ครูจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริงตามเงื่อนไขของผู้เรียน
                             ๒.นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
                             ๓.ผู้เรียนได้ลงมือทำกิจกรรมตามระดับความสามารถหรือเลือกตามความสามารถ
                             ๔.ผู้สอนแนะนำแหล่งข้อมูลเนื้อหาสาระเพิ่มเติม
                             ๕.ผู้เรียนร่วมกันคิดวิเคราะห์ ได้กระบวนการคิดในแต่ละกิจกรรมการเรียนรู้
                             ๖.ครูมีข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อปรับกิจกรรมได้เหมาะสม
                             ๗.ครูประเมินผลโดยใช้ระดับคุณภาพตามร่องรอยหรือผลงานของนักเรียน
                             ๘.มีอุปกรณ์เหมาะสมกับการเรียนรู้และระดับความสามารถของผู้เรียน
                             ๙.มีการเก็บร่องรอยบันทึกระหว่างสอนทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นและ
ผลที่เป็นการ แสดงของผู้เรียน

                   ๓.การรวบรวมผล
                             ๑.มีการนำเสนอผลการเรียนตามระดับคุณภาพ และแสดงคุณภาพที่เพิ่มขึ้นของนักเรียน
                             ๒.ใช้ข้อมูลจริง ผลงานจริงในการประเมิน
                             ๓.มีการวิพากย์ร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน
                             ๔.มีการนำผลงานของนักเรียนมาแสดง
                             ๕.มีการจัดเก็บผลงานนักเรียนเป็นระบบ
                   ๔.การบริหารจัดการ
                             ๑.มีการจัดทำวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนร่วมกันทั้งโรงเรียน
                             ๒.มีการกำหนดเป้าหมายคุณภาพผู้เรียนชัดเจน
                             ๓.มีการสนับสนุน ส่งเสริมแหล่งข้อมูล แหล่งการเรียนรู้
                             ๔.มีการร่วมกันประเมินความคุ้มค่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
                             ๕.มีการสรุปสภาพการปฏิบัติงานเป็นระบบ เพื่อสะสมองค์ความรู้
                             ๖.มีการเพิ่มพูนความรู้เป็นวิชาชีพอย่างกว้างขวาง

                   การเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญหลัก ๆ ก็เพื่อที่จะให้ครูได้เรียนรู้เด็กที่ทำการสอน ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านพัฒนาการ สติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ สังคม ของผู้เรียน การที่ครูและเด็กได้วางแผนการเรียนรู้ร่วมกันจะทำให้ช่องว่างระหว่างวัยน้อยลง ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนของผู้เรียนและช่วยให้ครูได้พัฒนาการสอนให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น.... รูปแบบการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีอยู่หลากหลาย ซึ่งคุณครูเราสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และพัฒนาให้เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของเราเองได้ครับ...

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

ปัจจัยพื้นฐานกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

       
            สำนักทดสอบทางการศึกษา ได้วิเคราะห์มาตรฐานที่ควรปรับปรุงเร่งด่วน ของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้จากผลการทดสอบ O – NET ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดนโยบายยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติ (O - NET) มาตรฐานการเรียนรู้ที่ต่ำมาก ได้แจ้งให้สถานศึกษาทุกแห่งทราบแล้ว ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะในสาระการเรียนรู้หลัก ๕ สาระ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มัธยมศึกษาปีที่ ๖
          สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
          มาตรฐานที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน
                   ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
                   ๑.มาตรฐาน ท.๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็นและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
                   ๒.มาตรฐาน ท.๒.๑ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
                   ๓.มาตรฐาน ท.๔.๒ สามารถใช้ภาษาแสวงหาความรู้ เสริมสร้างลักษณะบุคลิกภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรม อาชีพ สังคม และชีวิตประจำวัน
                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
                   มาตรฐาน ท.๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ

          สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
          มาตรฐานที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน
                   ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
                   ๑.มาตรฐาน ค. ๖.๔ มีความรู้ความเข้าใจในการเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ ได้
                   ๒.มาตรฐาน ค.๒.๑ เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด
                   ๓.มาตรฐาน ค.๒.๒ วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัดได้
                   ๔.มาตรฐาน ค.๑.๔ เข้าใจในระบบจำนวนและสามารถนำสมบัติเกี่ยวกับจำนวนไปใช้ได้
                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
                   ๑.มาตรฐาน ค.๖.๒ มีความสามารถในการให้เหตุผล
                   ๒.มาตรฐาน ค.๖.๕ มีความคิดสร้างสรรค์
                   ๓.มาตรฐาน ค.๖.๔ มีความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นได้
                   ๔.มาตรฐาน ค.๖.๓ มีความสามารถในการสื่อสาร การสื่อสารความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนำเสนอ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
                   ๑.มาตรฐาน ค.๒.๒ วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัดได้
                   ๒.มาตรฐาน ค.๑.๒ เข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของจำนวนและความสัมพันธ์ระหว่างการต่าง ๆ และสามารถใช้การดำเนินการในการแก้ปัญหาได้
                   ๓.มาตรฐาน ค.๑.๑ เข้าใจถึงความหลากหลายของการแสดงจำนวนและการใช้จำนวนในชีวิตจริง
                   ๔.มาตรฐาน ค.๕.๑ เข้าใจและใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้
                   ๕.มาตรฐาน ค.๕.๒ ใช้วิธีการทางสถิติและความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผล
นักเรียนที่มีพัฒนาการช้า
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
          มาตรฐานที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน
                   ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
                   ๑.มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆของสิ่งมีชีวิตที่ทำงานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
                   ๒.มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์  
                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
                   ๑.มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง และแรงนิวเคลียร์ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องและมีคุณธรรม
                   ๒.มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
                   ๓.มาตรฐาน ว ๖.๑ เข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธ์ของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศและสัณฐานของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิททยาศาสตร์สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
                   ๔.มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
                   มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
                   ๒.มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย การเกิดปฏิกริยาเคมี มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
๓.มาตรฐาน ว ๗.๒ เข้าใจความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศที่นำมาใช้ในการสำรวจ
อวกาศและทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการเกษตรและการสื่อสาร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างมีคุณธรรมต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
๔.มาตรฐาน ว ๖.๑ เข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก
ความสัมพันธ์ของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศและสัณฐานของโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิททยาศาสตร์สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
งานเกษตรในโรงเรียน
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
          มาตรฐานที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน
                   ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
                   มาตรฐาน ส ๕.๒ เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรมและมีจิตสำนึก อนุรักษ์ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
                   มาตรฐาน ส ๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจและความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
                   มาตรฐาน ส ๓.๑ เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิต และการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเศรษฐกิจอย่างพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ
บูรณาการอาชีพ
                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
                  มาตรฐาน ส ๓.๑ เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิต และการ
บริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเศรษฐกิจอย่างพอเพียง เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ
                   มาตรฐาน ส ๒.๑ ปฎิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี ตามกฎหมาย ประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างสันติสุข    
                   มาตรฐาน ส ๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆความสัมพันธ์ของ
ระบบเศรษฐกิจและความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
                   มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความ
ภูมิใจและธำรงความเป็นไทย
มาตรฐาน ส ๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆความสัมพันธ์ของ
ระบบเศรษฐกิจและความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่นศรัทธา
และธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
เยี่ยมห้องเรีียน
          สาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
          มาตรฐานที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน
                   ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
                   มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจกระบวนการฟังการอ่าน สามารถตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจาดสื่อประเภทต่าง ๆ และนำความรู้มาใช้อย่างมีวิจารณญาณ
                   มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะในการสื่อสารทางภาษา และเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็น แสดงความรู้สึกโดยใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสม เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
                   มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเปิดโลกทัศน์ของตนเอง
มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะในการสื่อสารทางภาษา และเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความ
คิดเห็น แสดงความรู้สึกโดยใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสม เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
                   มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจกระบวนการฟังการอ่าน สามารถตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจาดสื่อประเภทต่าง ๆ และนำความรู้มาใช้อย่างมีวิจารณญาณ
                   มาตรฐาน ต ๔.๒ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การทำงาน การประกอบอาชีพ และสร้างความร่วมมือ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้
อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเปิดโลกทัศน์ของตนเอง
                   มาตรฐาน ต ๔.๒ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การทำงาน การประกอบอาชีพ และสร้างความร่วมมือ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
มาตรฐาน ต ๒.๒ เข้าใจความหมายและความแตกต่างระหว่างภาษา และวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษากับภาษา และวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างมีวิจารณญาณ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเด็ก ๆ
          * ประเด็นปัญหาที่เกี่ยวโยงกันหลายสาระที่เป็นผลทำให้มาตรฐานการเรียนรู้ที่ต่ำ คือ การเชื่อมโยงสาระความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเปิดโลกทัศน์ของตนเอง
          การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นปัญหาที่กระทบในหลายด้าน โดยเฉพาะในการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) สมศ. ผลสัมฤทธิ์จะเป็นประเด็นชี้ขาดในการที่จะได้รับการรับรองหรือไม่ การประเมินในรอบที่ ๓ ที่ผ่านมา มีหลายโรงเรียนที่ไม่ผ่านในมาตรฐานดังกล่าว

          การแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่ำนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องวิเคราะห์ในปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะในส่วนของสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบหลัก จะต้องวิเคราะห์ผลการสอบของนักเรียนในโรงเรียนหาจุดที่ต่ำที่ทำให้เกิดปัญหา มาตรฐานในสาระการเรียนรู้ใดที่นักเรียนในโรงเรียนไม่ผ่าน ครูผู้สอนได้สอนตามหลักสูตรที่กำหนดหรือไม่ สอนครบหลักสูตรหรือไม่ เด็กนักเรียนที่มีความบกพร้องในด้านการเรียนได้รับการพัฒนาหรือไม่ งานของคุณครูที่มีภาระนอกเหนือจากการสอนนักเรียน ภายใต้คำพูดที่ว่า "ภารกิจอื่นที่ได้รับมอบหมาย"ทุกอย่างล้วนเป็นประเด็นที่ส่งผลให้กับผลสัมฤทธิ์ทั้งสิ้นนี้คือประเด็นปัญหาที่พบได้ในสถานศึกษา
"บ้าน" หนึ่งในปัจจัยพื้นฐาน
          ถ้าออกนอกสถานศึกษา สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมก็คือคนเราทุกคนต้องการปัจจัยจำเป็นในการดำรงชีวิต ปัจจัย ๔ เป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กทุกคนต้องการ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย รวมทั้งยารักษาโรค ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งมันไม่เพียงพอ เด็กหรือผู้ปกครองที่ไหนจะมีกำลังใจส่งบุตรหลานให้เข้าเรียนหรือให้ไปเรียนได้ทุกวัน สิ่งเหล่าที่ส่งผลต่อการเรียนของนักเรียนมีนักเรียนหลายคนที่ต้องขาดเรียนเนื่องมาจากต้องช่วยผู้ปกครองทำงาน ทั้งที่ไม่อยากขาดเรียนและผู้ปกครองก็ใช่ว่าจะต้องการให้ขาด แต่ความขาดแคลนมันบังคับ ความขาดแคลนในครอบครัวเป็นสิ่งที่บันทอนความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลต่อการการเรียนใช่หรือใม่ 
 สภาพนักเรียนและผู้ปกครอง
                  เด็กที่มีปัญหาทางด้านครอบครัวไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ อยู่กับย่ากับยาย หรือผู้ปกครองอื่นที่เป็นแค่ญาติ เคยพบเคยเห็นที่เด็กต้องอาศัยอยู่ด้วยกันแค่พี่น้องสองคนผู้ปกครองต้องไปทำงานต่างถิ่น หรือบางครอบครัวต้องอยู่กันเฉพาะพี่ ๆ น้องๆ เพราะบังเอิญพ่อกับแม่เสียชีวิตทั้งหมด เป็นประเด็นต่อผลการเรียนใช่หรือไม่ เด็กที่มีพัฒนาการทางสมองช้าสืบเนื่องจากการที่ได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง ในท่ามกลางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้า แต่ต่อให้การแพทย์ที่ว่าเจริญก้าวหน้าก็จริง แต่ถ้าเขาเหล่านั้นขาดซึ่งปัจจัยหรือสิ่งที่จะไปซื้อไปใช้เพื่อให้เข้าถึงซึ่งการใช้บริการดังกล่าวให้เจริญแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้  ลูกหลานคนไทยโตขึ้นมาก็เป็นได้แค่กรรมกรผู้ใช้แรงงานให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง อยากถามว่าเราต้องการจะปล่อยให้เหตุการณ์มันเป็นอย่างนี้ต่อไปใช่หรือไม่อย่างไร ประเทศไทยมีนักเรียนมีเยาวชนที่มีปัญหาดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน มีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์มากน้อยเพียงไร กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน และทำอะไรอยู่ และจะช่วยพวกเขาเหล่านี้ได้อย่างไร เราคงไม่ต้องการแค่ของแจก แต่อยากให้แก้ในประเด็นปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน
นักเรียนบางคนอาศัยห่างไกลโรงเรียน
          การสอบ PRE - ONET ที่ให้ทุกโรงเรียนดำเนินการสอบเป้าหมายก็เพื่อให้โรงเรียนได้เตรียมความพร้อมก่อนการทดสอบที่จัดจะสอบโดยสำนักทดสอบ โดยให้ทุกสถานศึกษาดำเนินการก่อนที่จะมีการกำหนดให้สถานศึกษาสอบทั่วประเทศสอบ O - NET   ทั้งนี้การสอบ O – NET สถาบันทดสอบกำหนดให้ทุกโรงเรียนสอบพร้อมกันในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เป็นการสอบในระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ และระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ในวันที่ ๒๘ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ 
           นอกจากมีการสอบ O - net แล้วนี้ยังมีการสอบ NT ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ในวันที่ ๘ - ๙ มีนาคม ๒๕๕๕ และ การสอบ LAS ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ในวันที่ ๘ - ๙ มีนาคม ๒๕๕๕ เช่นกัน
ห้องเรียน
           การสอบ PRE – ONET เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคงต้องหันไปศึกษาในประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ได้กล่าวไปแล้ว คือในเรื่องของการศึกษามาตรฐานที่เป็นประเด็นปัญหา  การศึกาาสภาพของผู้เรียนอย่างจริงจังและมีข้อมูลที่่ชัดเจนที่จะให้ความช่วยเหลือหรือบรรเทาความยากไร้ ประเด็นดังกล่าวคงจะแก้ไขไม่ได้ในช่วงสั้น ๆ อย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องใช้เวลา สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องรีบเร่งแก้ปัญหาเพียงแค่สถานศึกษาอย่างเดียวก็คงรับไม่ไหวฝากเรียนไปถึงผู้มีอำนาจวาสนา  ที่แวะเวียนเข้ามาเป็นใหญ่เป็นโตเป็นเจ้ากระทรวงได้ช่วยดูแลด้วยครับท่าน...
                                                                 อภิชาติ ศรีภาค์
                                                              ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕