แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดดีของไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดดีของไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

วัดเลียบ:วัดแห่งบูรพาจารย์


อุโบสถ
         วัดเลียบ เป็นวัดหนึ่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาสายวิปัสสนาในประเทศไทย เพราะวัดนี้มีความเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ๒ รูป ที่เป็นต้นธารแห่งสายพระกัมมัฏฐานคือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ  หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต
          ที่มาของชื่อวัด
          วัดเลียบ  ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี แต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์สายวิปัสสนา จากบันทึกของพระโพธิญาณมุนี(สุธีร์ ภทฺทิโย) เขียนว่าสร้างเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๙๑ ตรงกับ จ.ศ.๑๒๑๐ ร.ศ. ๖๗ ปีวอกสัมฤทธิศก ตรงกับปลายรัชกาลที่ ๓ (ไม่พบเอกสารที่เป็นเอกสารการขอตั้ง)
ภาพวาดในอุโบสถ
          ส่วนที่มาของชื่อวัดเลียบนั้น พระโพธิญาณมุนี ท่านสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดที่สร้างเลียบคูเมือง เพราะลักษณะของแนวแม่น้ำมูลซึ่งเป็นชั้นสูงแล้วจึงลาดต่ำลงมา ทางทิศเหนือเป็นแอ่ง อยู่ระหว่างแนวถนนศรีณรงค์ ในบริเวณที่เรียกว่า “หลุบยางใหญ่” มีหนองน้ำอยู่เรียกว่าหนองนกทา อีกทั้งยังมีชื่อของถนนเขื่อนธานีปรากฏอยู่ แต่มีบางท่านสันนิษฐานว่า ชื่อวัดนั้นน่าจะมาจากกิริยาอาการเดินไปตามริมขอบ ของหลวงปู่เสาร์
          สำนักสงฆ์แห่งนี้มีอายุได้ ๔๔ ปี มีเจ้าอาวาสปกครองมา ๑๐ รูป จนถึงยุคท่านพระอาจารย์ทิพย์เสนา ทิพฺพเสโน(แท่นทิพย์) ได้มรณภาพลง ก็ไม่มีพระสงฆ์รูปใดครองสำนักสงฆ์แห่งนี้ต่อปล่อยให้ทิ้งร้างเป็นเวลาเกือบปี
ภาพแข่งเรือในอุโบสถ
          สร้างวัดเลียบ
          หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้มาบุกเบิกเสริมสร้างวัดเลียบและเป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเส็ง เบญจศก จ.ศ.๑๒๕๔ (พ.ศ.๒๔๓๕) ตรงกับรัชกาลที่ ๕ โดยมีญาติโยม เช่น พระอุบลการประชานิจ(บุญชู พรหมวงศานนท์) พระสุรพลชยากร (อุ่น) ท้าวกรมช้างทองจัน และสังการีจารปัจฌา สังการีจารเกษ เข้ามาช่วยกันปฏิสังขรณ์วัด    
เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล 
          ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา
          หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในฐานะเจ้าอาวาสได้ขอพระราชทาน วิสุงคามสีมา โดนท้าวสิทธสาร และเพี้ยเมืองจัน ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นวิสุงคามสีมาตามพระราชโองการที่ ๘๗/๓๐๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม ร.ศ.๑๑๕ พุทธศักราช ๒๔๓๙ ตรงกับปีที่ ๒๙ ในรัชกาลที่ ๕ วัดเลียบได้มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาสิบต่อมา เป็นวัดฝ่ายธรรมยุต ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล จนตราบกระทั้งปัจจุน ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้คัดเลือกวัดเลียบเป็น “อุทยานการศึกษาในวัด”
เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 
ลำดับเจ้าอาวาส
เจ้าอาวาสครองวัดที่ผ่านมามีดังนี้
๑.พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) พ.ศ.๒๔๓๕ – ๒๔๔๕
๒.พระมหาเสนา มหาเสโน พ.ศ.๒๔๔๕ – ๒๔๕๒
๓. พระอาจารย์วิชิตอักษร คมฺภีโร (ขัมภรัตน์) พ.ศ.๒๔๕๒ – ๒๔๘๒
๔.พระอาจารย์สนธิ์ สุวโจ พ.ศ.๒๔๘๒ – ๒๔๙๘
๕.พระโพธิญาณมุณี (สุธีร์ ภทฺทิโย) พ.ศ.๒๔๙๘ – ๒๕๓๑
๖.พระครูธรรมธรมาโนช โชติโก (ทรัพยานนท์) พ.ศ.๒๕๓๓ – ๒๕๓๗
๗.กระอธิการไพโรจน์ อิทฺธุปาโท (สุรพัฒน์) พ.ศ.๒๕๓๙ – ๒๕๔๑
 ๘.พระครูอุบลคณาภรณ์ (วีระชัย อริญฺขโย บุตราช) พ.ศ.๒๕๔๒ – ปัจจุบัน
โอวาสธรรมจากหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
          “ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่าที่ได้มีวาสนามาเกิดเป็นมนุษย์”
          “เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุนย์
ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรก จะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ”
                   “ขอให้ท่านพิจารณาดูเอา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมพระบรมศาสนาจารย์ แล้วใช้วิริยะความเพียรปฏิบัติอย่าท้อถอย”
          โอวาสธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
                   “สนิมมันเกิดในเนื้อเหล็ก กิเลสมันเกิดในดวงจิต ต้องประหารจิตให้เป็นธรรม”
                   “ฝึกตนดีแล้ว จึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า”
                   “ผู้มีปัญญา ได้เห็นธรรม ซึ่งปัจจุบันควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนือง ๆ ควรรีบทำเสีย”
เสาพระเจ้าอโศก
          ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุที่สำคัญภายในวัดเลียบ
                   ๑.อุโบสถ
                   ๒.เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
                   ๓.เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
                   ๔.หอไตรพิพิธภัณฑ์
                   ๕.เสาพระเจ้าอโศก 

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ


                   อุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ ประเทศกัมพูชา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา และมีบางที่นับถือ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ในตัวเมืองอุบลราชธานี มีวัดที่สำคัญอยู่หลายวัด ในตอนนี้จะนำเสนอวัดที่มีความสำคัญอีกวัดหนึ่ง
ในตัวเมืองอุบลราชธานี
                   วันใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี สร้างเมื่อ พ.ศ.2322 มีชื่อเดิมว่าวัดใต้เทิง ตามประวัติกล่าวว่า เดิมมีอยู่ 2 วัด คือวัดใต้เทิง และวัดใต้ท่า ต่อมาได้ยุบ 2 วัดมาเป็นวัดเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2545 เรียกว่าวัดใต้เทิง คำว่าเทิง แปลว่าเหนือหรือสูงขึ้นไป ต่อมาคำว่า เทิง หายไป เหลือแต่คำว่าวัดใต้ สิ่งสำคัญในวัดนี้ คือพระอุโบสถสร้างด้วยศิลปะ 3 ชาติ อยู่ในหลังเดียวกัน คือหลังคาเป็นทรงไทย ประยุกต์ ส่วนฐานเป็นศิลปะขอมผสมเวียดนาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่หนัก 1 ตื้อ จึงได้ชื่อว่าวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
                    Wat Tai Phra Yai Ong Tur, Amphoe Muang, An important temple of ubon raychathani,it was built in 1779, Originally there were two temples close by each other,  Wat Tai Terng and Wat Tai Ta, In 2002 they were merged into one under the name of  Wat Tai Terng. The word “Terng” meaning north or above, then disappeared from the name. The main attraction of Wat Tai is its ordination hall, which features a combination of styles from three nations: the roof is of applied Thai art, the best a mix of Khmer and Vietnamese styles. The temple houses a large Buddha image weighing one tuer, an ancient local measuring unit which the name of the temple was derived from.       

              วัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ (วัดใต้เทิง) หรือวัดใต้ เป็นวัดราษฎร์ ปัจจุบันมีเจ้าคุณฯพระสิริธรรมวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี (ธรรมยุต) เป็นจ้าอาวาส ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนพรหมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี มีเนื้อที่ตั้งวัด 9 ไร่ 40 – 3 – 10 วา ลักษณะพื้นดินราบสูง พื้น 3 ชั้น อยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุบลราชธานี ตั้งอยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำมูล ทางด้านทิศตะวันออก มีสำนกงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ภาค 2 อุบลราชธานี และโรงเรียนเทศบาลบูรพาอุบล เป็นพื้นที่ติดต่อกับวัด

จารึกหลักที่1
                    การริเริ่มก่อสร้างวัดนั้นไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ซึ่งวัดใต้เทิง ได้จดทะเบียนเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2322 และได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2441 โดยมีท้าวสิทธิสาร กับ เพี้ยเมืองแสนและราษฎร ได้ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอเป็นวิสูงคามสีมา ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่ 103/378 (ตราประทับอักษรขอม) ว่า ซึ่งมีพระบรมราชโองการ ประกาศไว้แก่คนทั้งปวงว่า “ที่เขตอุโบสถวัดใต้แขวงเมืองอุบลราชธานี โดยยาว 12 วา 1 ศอก กว้าง 7 วา 1 ศอก ท้าวสิสธิสารกับเพี้ยเมืองแสนและราษฎรไก้ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอเป็นวิสุงคามสีมา พระเจ้าทรงยินดีอนุโมทนาอนุญาตแล้ว โปรดให้กรรมการปักคำกำหนดให้ตามประสงค์ ทรงพระราชอุทิศนั้นให้เป็นที่วิสุงคามสีมา ยกเป็นแผนกหนึ่งตากหาก จากพระราชอาณาเขต เป็นที่เศษสำหรับพระสงฆ์มาจากทิศทั้งสี่ ทำสังฆกรรม มีอุโบสถกรรม เป็นต้น ประกาศพระราชมานตั้งแต่ วันที่ 29 พฤศจิกายน รศ.117 พระพุทธศาสนกาล 2441 พรรษา เป็นวันที่ 10976 ในรัชกาลปัจจุบัน”

จารึกหลักที่ 2
                เมื่อ พ.ศ.2509-2519 ได้ก่อสร้างโบสถ์และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา งวดที่ 5 ลำดับที่ 49 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 96 ตอน 196 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2522 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2522 กำหนดเขตกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร กองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2522
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ(Phra Yai Ong Tur)
                    พระพุทธประธานในพระอุโบสถวัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นเนื้อทองเก้าสัมฤทธิ์ปางวิชัย หน้าตักกว้าง 51 นิ้ว สูง 85 นิ้ว (รวมฐาน) ได้รับการยกย่องมาว่า เป็นพระพุทธรูป ที่งดงามในประเทศไทยและภาคอีสานเป็นพระประธานองค์ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ตามประวัติในประเทศไทย มีอยู่ 5 องค์ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ครองนครเวียงจันทร์ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เดิมประดิษฐานอยู่บนแท่นพระอุโบสถหลังเก่า ฐานรองรับสูง 70 เซนติเมตร สร้างแบบง่ายๆ ภายหลังอุโบสถหลังเก่าทรุดโทรม พระเจ้าองค์ตื้อจึงอยู่กลางแจ้ง ตากแดด ตากฝน เป็นเวลานานทำให้องค์พระพุทธรูปองค์ตื้อมีรอยแตก เป็นสะเก็ดออกมา ผู้เฒ่าผู้แก่ สมัยปู่ย่าตาทวดได้บอกเล่าสืบต่อกันมาว่า... พระพุทธรูปองค์ตื้อนี้ได้ถูกหุ้มห่อทาปอมพอกเอาไว้พอกด้วยเปลือกไม้ ยางบด ผสมผงอิฐเจ และทองคำ เงิน นาก สัมฤทธิ์ เงิน รางกาชาดซะพอก ให้น้ำเกลี้ยง น้ำชาดผสมทาปอมพอก แล้วลงรักปิดทองที่เข้าเมืองอุบลราชธานี และ เถราจารย์ในสมัยนั้น เพราะเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ ซึ่งองค์พระพุทธรูปเป็นทองแท้สัมฤทธิ์กลัวว่าจะถูกข้าศึกศัตรูขนเอาไป จึงได้ทาปอมพอกปิดเอาไว้ และปล่อยทิ้งเป็นวัดร้างนานถึง 200 ปี

                   ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2507-2508 ครั้งนั้นพระภิกษุสวัสดิ์ ทสฺสนีโย ปัจจุบัน เป็นราชาคณะชั้นราช ที่พระราชธรรมโกศล เป็นเจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ รูปที่ 13 ปัจจุบันและเป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี (ธ) ได้ทำการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น นำพระภิกษุ-สามเณร ทายก-ทายิกา และชาวบ้านชุมชนใกล้วัด ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2519 เมื่อสร้างฐานแท่นพระพุทธรูปพระประธานเสร็จจึงได้ยกพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อขึ้นประดิษฐานที่แท่นจนถึงปัจจุบันนี้ รวมอายุองค์พระประมาณ 225 ปี(ตื้อ เป็นการนับจำนวนของชาวอีสาน )
                ปัจจุบัน ทางวัดและประชาชนร่วมกันดำเนินการสร้างถาวรวัตถุเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนที่สนใจร่วมทำบุญได้ที่วัด... และเชิญชวนคุณครู...และนักเรียน นักศึกษา..ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม...