แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เก็บมาฝาก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เก็บมาฝาก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา : บ่งบอกตัวตนแต่ละสถานศึกษา

             การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสามโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) Office for National Education Standards and Quality Assessment (Public Organization) ซึ่งได้ประเมินโรงเรียนในรอบสามไปแล้วบางส่วน แต่ในรอบที่สามนี้ โรงเรียนจะต้องจัดทำมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งจากการที่ได้ติดตามโรงเรียนที่จะประเมินโรงเรียนในรอบสาม พบว่าปัญหาที่โรงเรียนประสพคือ การจัดทำมาตรฐานการศึกษาสถานศึกษา บางโรงเรียนอิงเอามาตรฐานของชาติ แต่สิ่งที่โรงเรียนขาดคือเอกสารที่อ้างอิง แต่มาตรฐานของสถานศึกษาควรเกิดจากการการที่ของสถานศึกษาดำเนินการเองเพราะหมายถึงการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา
          การจัดทำมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา นั้น เป็นกระบวนการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา เป็นขั้นตอนหรือวิธีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ตัวแทนผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา สามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
          ขั้นตอนที่ ๑ เตรียมความพร้อมการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
                   ๑.แต่งตั้งคณะกรรมการการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาตัวแทนผู้ปกครองชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง
                   ๒.สร้างจิตสำนึกการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดำเนินการโดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหรือชี้แจงเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มาตรฐานการศึกษาของชาติ มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกัดคุณภาพภายในของสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้ มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประเมินภายนอก แนวทางการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และประโยชน์ของการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
          ขั้นตอนที่ ๒ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของมาตรฐานการศึกษาต่าง ๆ
                   การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของมาตรฐานการศึกษาต่าง ๆ เป็นขั้นตอนสำคัญที่คณะกรรมการ ฯ จะต้องวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่จะนำมากำหนดโครงสร้างของมาตรฐานสถานศึกษา โดยศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาสาระของมาตรฐานการศึกษาและตัวบ่งชี้ต่าง ๆ ประกอบด้วย มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก หลักสูตรสถานศึกษา จุดเน้น บริบท ความต้องการ และ อัตลักษณ์ของสถานศึกษา รวมทั้งด้านวิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย เป้าหมาย สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกสถานศึกษา เป็นต้น สรุปเป็นภาพเป้าหมายที่สถานศึกษาต้องการ

          ขั้นตอนที่ ๓ กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาและค่าเป้าหมาย
                   หลังจากที่สถานศึกษาได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของมาตรฐานการศึกษาและตัวบ่งชี้ต่าง ๆ แล้ว สถานศึกษาดำเนินการสังเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อหลอมรวมกำหนดเป็นมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาที่ครอบคลุมมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐานด้านผู้เรียน ด้านคุณภาพการจัดการศึกษา ด้านคุณภาพการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้านอัตลักษณ์ของสถานศึกษา และด้านมาตรฐานการส่งเสริม หรือ มาตรฐานด้านอื่น ๆ ที่สถานศึกษาอาจกำหนดขั้นเพิ่มเติมนอกเหนือมาตรฐานดังกล่าวข้างต้นก็ได้
                   ในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษานั้น สถานศึกษาจะต้องพิจารณาสาระสำคัญที่จะกำหนดในมาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่สะท้อนอัตลักษณ์และมาตรฐานการส่งเสริมของสถานศึกษาอย่างชัดเจนซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องกับจุดเน้น วิสัยทัศน์ ปรัชญา และแนวทางการจัดการศึกษาของสถานศึกษา โดยผ่านกระบวนการเห็นชอบร่วมกันของผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา และสาระสำคัญที่กำหนดขึ้นมา จะต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษานั้น ๆ และต้องกำหนดค่าเป้าหมายความสำเร็จของแต่ละมาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่สถานศึกษากำหนดขึ้น โดยค่าเป้าหมายความสำเร็จดังกล่าวอาจกำหนดในลักษณะเป็นเป้าหมาย เชิงปริมาณ เป้าหมายเชิงคุณภาพ หรือเป้าหมายเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ ผสมผสานกันในแต่ละมาตรฐานและตัวบ่งชี้ ซึ่งค่าเป้าหมายที่กำหนดขึ้นจะต้องสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาด้วยการพิจารณาจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสถานศึกษา และมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุผล
          การกำหนดค่าเป้าหมายความสำเร็จ จะต้องนำข้อมูลย้อนหลัง ๓ ปี ของสถานศึกษาไปประกอบ ตัวอย่างเช่น การกำหนดค่าเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ต้องนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๓ ปี มาพิจารณา กรณีที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี ให้ดูช่วงที่เพิ่ม ปี ๑ ปี ๒ ปี ๓ เพิ่มเท่าไร การกำหนดค่าเป้าหมายในปีต่อไปจะดูที่ความเหมาะสมและนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรณีที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นในลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ ให้นำผลที่เพิ่ม หรือลงทั้ง ๓ ปี มาหาค่าเฉลี่ย(กำหนดฐาน)การกำหนดค่าเป้าหมาย เมื่อได้ฐาน(ค่าเฉลี่ย)แล้ว ก็ให้ดูนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบการกำหนดต่อไป

          ขั้นตอนที่ ๔ ตรวจสอบและทบทวนมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
                   การตรวจสอบและทบทวนมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาเป็นการพิจารณาทบทวนเนื้อหาสาระที่กำหนดในมาตรฐานและตัวบ่งชี้รวมถึงค่าเป้าหมายความสำเร็จที่สถานศึกษาได้กำหนดขึ้นว่าเหมาะสม ครอบคลุม สอดคล้อง เป็นไปได้ โดยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบ
          ขั้นตอนที่ ๕ ประกาศใช้มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
                   มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา เป็นเครื่องบอกทิศทางการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และสถานศึกษาโดยรวม ดังนั้น การนำมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา เผยแพร่และแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกรับทราบด้วยรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม เช่นการแจ้งในที่ประชุม จดหมายข่าว ประกาศเสียงตามสาย ป้ายประชาสัมพันธ์ และแจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัดทราบ

          มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาที่แต่ละสถานศึกษาได้จัดทำนั้น การมีส่วนร่วมในการจัดทำเป็นประเด็นสำคัญ สถานศึกษาควรให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเช่น ผู้บริหารครูทุกท่าน ตัวแทนชุมชน ตัวแทนนักเรียน ตัวแทนผู้นำทางจิตวิญญาณ(ศาสนา)ร่วมจัดทำมาตรฐานสถานศึกษาซึ่งมาตรฐานสถานศึกษาที่ออกมานั้นก็คือรูปร่าง ตัวตนของสถานศึกษาแต่ละแห่งเป็นการประกาศแนวทางในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และประกันการจัดการศึกษาตามซึ่งผู้จบการศึกษาจะมีคุณลักษณะตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษานั้นเอง...

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พระธาตุอิงฮัง พระธาตุคู่สะหวันเขต

          
         สงกรานต์ ปี ๒๕๕๕ ได้มีโอกาสไปเที่ยวแขวงสะหวันเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การไปในครั้งนี้ ได้ไปข้ามที่จังหวัดมุกดาหารที่สะพานมิตรภาพ ไทย ลาว โดยมีบริษัททัวร์ รับนำเที่ยวจากฝั่งประเทศไทยบริการนำเที่ยวเป็นคณะโดยเป็นรถตู้ครั้งละ ๓,๕๐๐ บาท สถานที่ที่บริษัททัวร์จัด เป็นแบบไป กลับ สถานที่ที่จะพาไปหนึ่งในนั้นคือพระธาตุอิงฮัง
คำไหว้พระธาตุอิงฮัง
          พระธาตุอิงฮังเป็นพระธาตุที่สร้างพร้อม ๆ กับพระธาตุพนมของประเทศไทย ในตอนแรกไม่ทราบความเป็นมา แต่หลังจากที่ได้ไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดอิงฮังและได้สนทนากับท่านถึงได้รู้ ว่าเป็นพระธาตุคู่กับพระธาตุพนมของประเทศไทย ทั้งนี้ได้กลับมาศึกษาค้นคว้าประวัติของพระธาตุอิงฮัง จึงใคร่นำเสนอให้ท่านผู้สนใจทราบ
พุทธศาสนิกชนชาวลาวสรงน้ำพระ
          พระธาตุอิงฮัง หรือ ธาตุอิงฮัง ตามประวัติ การสร้างธาตุอิงฮัง สร้างในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร โดยพระเจ้าสุมินราช บ้างก็ว่าสร้างในสมัยพระเจ้าสุมิตราช(แต่คิดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์องค์เดียวกันทั้งนี้อาจเกิดความผิดพลาดในการนำเสนอ..ผู้เขียน) ประมาณ พ.ศ.๔๐๐ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม สูง ๒๕ เมตร คำว่า อิงฮังมาจากคำว่า พิงรังหรือพิงต้นรัง เมื่อค้นประวัติของพระธาตุพนมแล้วพบว่า มีส่วนสัมพันธ์กัน กล่าวคือ

          ตามตำนานพระธาตุพนมในอุรังคนิทานกล่าวว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอานนท์ได้เสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์เมือง รุกขนคร(นครพนม)และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้า หนึ่งคืน รุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตรบูร พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง แล้วกลับมาทำภัทกิจ(ฉันอาหาร)ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ
หนูมาสรงน้ำพระ
          ภูกำพร้าที่กล่าวถึงปัจจุบันก็คือที่ตั้งของพระธาตุพนม ตรงตำแหน่งที่ต้นรังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จพักรับบาตรที่เมืองศรีโคตรบูรนั้น ต่อมาได้มีการสร้างเป็นธาตุกู่ในสมัยพระเจ้าสุมิตราช ภายหลังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนกระดูกสันหลังมาประดิษฐานไว้ในกู่ธาตุหรือพระธาตุอิงฮังนั้นเอง
ด้านบนพระธาตุอิงฮังเหมือนพระธาตุพนมของไทย
          พระธาตุอิงฮัง อยู่ในเมืองคันทะบุลี แขวงสะหวันเขตพระธาตุองค์นี้ถือเป็นพระธาตุคู่แขวงสะหวันเขต โดยมีคำขวัญแขวงสะหวันเขต ปรากฏอยู่ในแถวที่ ๔ กล่าวว่า ปูชนียสถาน พระธาตุอิงฮังงามสง่า สะบายดี
คำขวัญแขวงสะหวันเขต

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

ครู...ผู้สร้างชาติด้วยการศึกษา

                วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๐ สืบเนื่องจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๔๘๘ คณะรัฐมนตรีมีมติในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น วันครู กำหนดให้เป็นวันหยุด โดยตามพระราชบัญญัติครู ที่ระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษา เรียกว่าคุรุสภา มีหน้าที่ในการควบคุม จรรยา วินัยของครู รักษาผลประโยชน์ของครู ส่งเสริมฐานะ จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวตามสมควร
การเป็นครูนั้นไซร้ไม่ลำบาก
                  แต่สอนดีนั้นยากเป็นนักหนา
                          เพราะต้องใช้ศิลปวิทยา
                          อีกมีความเมตตาอยู่ในใจ
                    งานวันครูนั้นเกิดจากข้อเสนอของ จอมพล ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยท่านได้กล่าวในที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า "ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างแก่ชีวิตเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า วันครู ควรจะมีอีกสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลายเพราะเหตุว่า สำหรับคนทั่วไป วันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณมาทำบุญทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองหารือในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"                    
                                   ครูถูกหาว่าเป็นเช่น...เรือจ้าง
                           แล่นระหว่างสองฟากไม่ไปไหน
                           นักเรียนสิศึกษาก้าวหน้าไป
                           ได้เป็นใหญ่เป็นโตมโหฬาร
                                 ที่เปรียบมาล้าสมัยเห็นได้ชัด
                            เราได้จัดเรือยนต์แพขนาน
                            ทำงานบนหนทางสร้างสะพาน
                            ให้ยอดยานผ่านข้ามแม่น้ำไป
                                 ใครจะข้ามทางเก่า...เราไม่ว่า
                             แต่ทางใหม่มีมาวิชาใหม่
                             วิชาช่างแพขนานนั่นปะไร
                             สะพานใหญ่สามัญมัธยม

                                   เหล่านี้แหละงานครูรู้ไว้เชิด
                             ประโยชน์เกิดแก่ประเทศพิเศษสม
                             ศิษย์ได้ดีครูมีแต่ชื่นชม
                             กล้วยไม้ออกดอกสมเจตนา
                                   มุ่งอบรมบ่มนิสัยให้คนดี
                              ครูเหนื่อยยากนานมีก็ไม่ว่า
                              เจริญรอยบรมบาทศาสดา
                              จะเรียกว่าเรือจ้างได้...อย่างไร
                                                 บทกลอนหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล
                   กิจกรรมวันครูประกอบด้วย
                          ๑.กิจกรรมทางศาสนา
                          ๒.พิธีรำลึกถึงบูรพาจารย์ กล่าวปฏิญาณตน กล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
                          ๓.การแข่งขันกีฬาเพื่อสร้างความสามัคคี และงานรื่นเริงในตอนเย็น      
        ประเทศที่มีวันครูแต่ไม่กำหนดเป็นวันหยุด
                             ๑.ประเทศอินเดีย กำหนดในวันที่ ๕ กันยายน
                             ๒.ประเทศมาเลเซีย กำหนดวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
                             ๓.ประเทศตุรกี กำหนดวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน
          การรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์นั้น ไม่ใช่จะกำหนดให้กับผู้ที่มีอาชีพครูเท่านั้น ทั้งนี้เพราะว่าเราทุกคนต่างมีครูผู้ให้ความรู้กันทุกคน และทุกอาซีพ ฉะนั้นจึงขอเชิญชวนทุกท่านได้รำลึกถึงพระคุณของครู ผู้สร้างชาติ ด้วยการศึกษา หาใช่เรือจ้างที่ทำหน้าที่แค่ส่งคนข้ามฟาก แต่ผู้ที่ผ่านมือครูไปนั้นแหละที่นำความรู้ นำคุณงามความดีที่ได้รับการสั่งสอนและสั่งสมในตัวแต่ละคน แต่ละท่าน ไปสร้างบ้านสร้างเมืองนี้ให้เจริญรุดหน้าดังที่เห็นกันอยู่...หรือว่าไม่จริง..

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พระเจ้าใหญ่สามภพ


ขอทำหน้าที่พุทธศาสนิกชน เชิญชวนผู้ใจบุญร่วมกันสร้าง "พระเจ้าใหญ่สามภพ"เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาให้มีอายุครบ 5,000 ปี.
ขอเชิญชวน พุทธศาสนิกชน
ทั้งในและนอกประเทศ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุน สร้าง
พระพุทธศรีสัตตนาคา อริยะวิสุทธาธิบดี ศรีโลกนาถ
(พระเจ้าใหญ่สามภพ)
หน้าตักกว้าง 9 เมตร สูง 36 เมตร
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ประดิษฐาน ณ วัดมงคลโกวิทาราม(ห้วยวังนอง) ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 
ร่วมบริจาคสมทบทุน ได้ที่
สำนักงานโครงการฯ วัดมงคลโกวิทาราม (ห้วยวังนอง) 
ต.ปทุม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
หรือ
โอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสรรพสิทธิ์ (ออมทรัพย์)
เลขที่บัญชี 322-0-19602-0
โทร.  045-250505, มือถือ 081-2665995
พระครูสิริสุวิมล
ประธานฝ่ายบรรพชิต
พลตรี นรินทร์ มุทุกันต์
ประธานฝ่ายคฤหัสถ์
อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป
               การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนเป็นกุศลดังนี้
                        1. อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปางก่อน  จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ
                        2. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง  สรรพภยันตรายสลาย
                        3. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้ว ก็จะเลิกเว้นการจองเวร
                        4. เหล่ายักษ์ผีรากษส  งูพิษ เสือร้าย  ไม่อาจเป็นภัย
                        5. จิตใจสงบ ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล
   6. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฎเกินความคาดฝัน  ครอบครัวสุขสันต์ วาสนายั่งยืน
                        7. คำกล่าวเป็นสัตย์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา
                        8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี  ความทุกข์หายเข็ญ สตรีจะได้เกิดเป็นชาย
                        9. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญเกื้อหนุน มีปัญญาเลิศล้ำ บุญกุศลเรืองรอง
                        10. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็น  เป็นเนื้อนาบุญอย่างอเนกทุกชาติของผู้สร้างที่เกิด  จะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้า  ปัญญาในธรรมแก่กล้า สามารถได้อภิญญาหก สำเร็จโพธิญาณ
                        การจัดสร้างพระพุทธรูปและสิ่งพิมพ์เป็นกุศลดังกล่าว ฉะนั้นในงานวันเกิด งานมงคลต่างๆ กาฉลองยศหรือตำแหน่ง การทำบุญสะเดาะเคราะห์ หรือขอพร การขอขมาลาบาปตลอดจน การอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นต้น  หากได้สละทรัพย์สินเงินทอง  เพื่อจัดกิจการดังกล่าวด้วย  ก็จะเป็นผลานิสงส์สืบต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สังฆทานนิเทศก์


          กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สพป.อบ.๓ โดยการนำของ นายอภินันท์ บุญรอด และ นายมัธยม เรืองแสน รองผอ.สพป.อบ.๓ รวมทั้งศึกษานิเทศก์ สพป.อบ.๓  ได้ร่วมกันไปถวายสังฆทานที่วัดดอนธาตุ ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ การถวายสังฆทานในครั้งนี้ ได้นำอาหารไปถวาย และปัจจัยที่ได้รวบรวมจากศึกษานิเทศก์ทุกท่าน เนื่องในกาลเข้าพรรษาประจำปี ๒๕๕๔
เจดีย์พิพิธภันฑ์ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโร
          วันดอนธาตุ (เดิมชื่อวัดเกาะแก้วพระนอนคอนสวรรค์วิเวกพุทธกิจศาสนา) ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำมูล ตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือ พระอาจารย์พินิจ ปภสฺสโร
พระอาจารย์พินิจ ปภสฺสโร เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
                   ผู้ก่อตั้งวัดดอนธาตุคือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโร ปฐมปรมาจารย์สายพระกัมมัฎฐาน ทั้งนี้ขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลวัดดอนธาตุนำประวัติของวัดและประวัติของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโร มานำเสนอให้ผู้ที่สนใจได้ทราบพอสังเขปดังนี้
หลวงปู่เสาร์ กนฺฺสีโร
         หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโร เกิดเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๐๓ ที่บ้านข่าโคม ตำบลปะอาว(หนองขอน) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านบรรพชาเมื่ออายุ ๑๒ ปี ณ วัดใต้ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ขณะที่อุปสมบทได้ศึกษาอักษรธรรม อักษรขอมอักษรไทยน้อย และหนังสือไทย
          ในสมัยรัชการที่ ๔ พระองค์ได้ก่อตั้งคณะธรรมยุต ซึ่งขณะนั้นคณะธรรมยุตได้แผ่ขยายไปสู่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดแรกในภาคอีสาน โดยวัดธรรมยุตวัดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี คือวัดสุปัฎนาราม ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโร มีศรัทธาเลื่อมใส จึงได้อุปสมบทญัตติเป็นพระธรรมยุตโดยมีพระครูทา โชติปาลเณร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูศรีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ณ วัดศรีทอง(วัดศรีอุบลรัตนาราม)
          พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ได้บันทึกเกี่ยวกับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโร ไว้ว่า นิสัยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโร นั้น ชอบก่อสร้าง ชอบปลูกพริกหมากไม้ ลักษณะจิตเยือกเย็น มีพรหมวิหาร มีเมตตาเป็นสาธารณะ เป็นคนพูดน้อย ยกจิตขึ้นสู่องค์เมตตาสุกใสรุ่งเรืองเป็นคนเอื้อเฟื้อในพระวินัย ทำความเพียรเป็นกลางไม่ยิ่งไม่หย่อน พิจารณาถึงขั้นภูมิธรรมละเอียดมาก ท่านบอกให้เราภาวนาเปลี่ยนอารมณ์แก้อาพาธได้ อยู่ข้างนอกวุ่นวาย เข้าไปหาท่านจิตสงบดี เป็นอัศจรรย์ปาฎิหาริย์หลายอย่าง จิตของท่านชอบสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หมากไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ทนแดดังเป็นอุปัชฌายะฯ เดินจงกรมภาวนาเสมอ ไม่ละกาล น้ำใจดี ไม่เคยโกรธ เคยขึ้งให้พระเณร อุบาสก อุบาสิกา มักจะวางสังฆทานอุทิศให้สงฆ์สันติบาตรแก้วิปัสสนูแก่สานุศิษย์ได้ อำนาจวางจริตเฉย ๆ เรื่อย ๆ ชอบศึกษาตำราเรื่องพระพุทธเจ้า รูปร่างใหญ่สันทัดเป็นมหานิกายสิบพรรษา จึงมาญัตติเป็นธรรมยุต รักเด็ก เป็นคนภูมิใหญ่ กว้างขวาง ยินดี ทั้งปริยัติปฏิบัติ ลักษณะเป็นคนโบราณพร้อมกาย วาจา ใจ ไม่เห่อตามลาภยศ สรรเสริญ อาหารชอบเห็ด ผลไม้ตาง ๆ และน้ำผึ้ง
          แสดงเส้นทางธรรมของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโร 
          ธรรมะพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโร ให้พากันละบาป บำเพ็ญอย่าให้เสียลมหายใจไปเปล่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และ เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมายอย่าพากันทำ
          พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโร ท่านมีคติว่า เขาสิเชื่อความดีที่เฮาเฮ็ดหลายกว่าคำเว้าที่เฮาสอน
โบสหลังเก่าวัดอำมาตย์ ประเทศลาว ที่หลวงปู่เสาร์กราบไหว้ครั้งสุดท้ายก่อนมรณภาพ
         การเดินทางไปวัดดอนธาตุต้องอาศัยเรือข้ามฟาก ซึ่งทางวัดได้จัดเรือไว้บริการสำหรับพุทธศาสนิกชนที่ไปทำบุญที่วัดตลอด รวมทั้งการออกบิณฑบาตรก็ต้องอาศัยเรือ
คณะกลุ่มนิเทศก์ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สพป.อบ.๓ 
ที่ร่วมกันถวายสังฆทานเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๔
คณะถวายสังฆทานร่วมกันถ่ายรูปกับเจ้าอาวาส วัดดอนธาตุ
ทำบุญเสร็จก็รับพรและน้ำพุทธมนต์
รับของที่ระลึก(วัตถุมงคล)จากเจ้าอาวาส
    แหล่งข้อมูล จากหนังสือท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร วัดดอนธาตุ พิมพ์ที่โรงพิมพ์นพรัตน์ กรุงเทพฯ
บุญแห่งการถวายสังฆทาน
               การถวายสังฆทาน เป็นพิธีกรรมที่ทำกันอย่างแพร่หลายด้วยเป็นการทำบุญที่บ่งบอกถึงความเชื่อในการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง ทั้งภายในชาตินี้และชาติหน้ารวมถึงบางครั้งยังเปรียบเสมือนการสะเดาะห์เคราะห์ให้กับตนเองและทำให้จิตใจผ่องใส สบายใจ มากขึ้น
              การถวายสังฆทาน หมายถึง การถวายทานแด่พระสงฆ์โดยมิได้กำหนดหรือจำกัดพระสงฆ์ผู้รับ ผลบุญของการถวายสังฆทาน จะดลบันดาลให้ผุ้กระทำบุญ ประสบแต่ความเจริญยิ่งขึ้นไป อุดมสมบุรณ์ด้วยลาภ ทรัพย์สมบัติ เมื่อสิ้นชีวิตในชาตินี้ไม่ว่าเมื่อเกิดชาติไหน ก็จะพบกับความสุข ความเจริญ มีแต่ความมั่นคง บริบูรณ์ด้วยลาภ ยศ ฐานะต่าง ๆ และยังดลบันดาลให้พ้นทุกข์ พ้นโศก และได้เสวยสุขสมบัติ ๓ ประการคือ มนุษย์สมบัติ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ จนล่วงพ้นสิ้นอายุขัยในการเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะไปเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดา สถิตอยู่บนวิมานทองบนสวรรค์  
กรวดน้ำอุทิศบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ญาติผู้ล่วงลับ